เว็บบอร์ดหุ้น และการลงทุน

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

SMF - Just Installed!



ผู้เขียน หัวข้อ: หลักฐานคดีปาล์มอินโดฯ มัด "สุภา" - "นิพิฐ" จ่อยื่น ปธ.ศาล ฟัน! ป.ป.ช. ยกเข่ง  (อ่าน 586 ครั้ง)

thansettakij

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 53
    • ดูรายละเอียด


เผยพยานหลักฐานอินโด มัด “สุภา ปิยะจิตติ” แน่นหนา “นิพิฐ” ลั่น! ขีดเส้นตาย 15 วัน หากไม่พ้นจากสำนวนคดีปาล์มอินโด ยื่นประธานศาลฎีกาลงโทษผิดจริยธรรมร้ายแรงและผิดอาญา ม.157 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะ

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 11.00 น. นายนิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม (ครั้งที่ 16) 2.ขอคัดค้านและขอเปลี่ยนตัว นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบสำนวนต่อ พลตำรวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการป.ป.ช. (ยกเว้นนางสาวสุภา ปิยะจิตติ)


นายนิพิฐ ได้มีหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการป.ป.ช. หลายฉบับ เพื่อคัดค้านเปลี่ยนตัว นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบสำนวน  และขอให้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงและลงโทษผู้กระทำความผิดกับกรรมการ ป.ป.ช. เจ้าหน้าที่ป.ป.ช. และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่ไปเกี่ยวข้องกับนางรสยา เธียรวรรณ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที กรีนเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (PTT GE) ซึ่งมีพฤติการณ์เข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และมอบสินบนให้แก่พยานปากสำคัญ และสอบพยานที่ประเทศอินโดนีเซียบิดเบือนไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในระกว่างวันที่ 7 – 8 สิงหาคม 2560


ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2560 นางสาวสุภา ปิยะจิตติ ได้ลงนามในหนังสือ ที่ ปช 0019/2365 แจ้งนายนิพิฐว่า “ตามหนังสือที่อ้างถึง ท่านขอความเป็นธรรม และขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ในการแสวงหาข้อเท็จจริง และสอบปากคำพยานบุคคล ที่ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 7 – 8 สิงหาคม 2560 โดยมิชอบ ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

“คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาคำชี้แจงของพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการในการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อกรณีที่ท่านร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ ป.ป.ช. และพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานป.ป.ช. รวม 21 ประเด็นแล้วเห็นว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า บุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์กระทำความผิดตามที่ท่านกล่าวหา ฉบับลงวันที่ 8 ธันวาคม 2560 และเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2560 นางสาวสุภา ปิยะจิตติ ได้ลงนามในหนังสือ ที่ ปช 0019/2365 แจ้งนายนิพิฐว่า

“ตามหนังสือที่อ้างถึง 1 และ 2 ท่านขอคัดค้านและขอเปลี่ยนตัวกรรมการ ป.ป.ช. เจ้าหน้าที่บางราย พร้อมทั้งตั้งกรรมการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้อง และขอให้ลงโทษกรรมการ ป.ป.ช. และผู้ที่เกี่ยวข้อง ถ้าพบว่ามีการกระทำความผิด และขอให้หยุดการไต่สวน หยุดการปฎิบัติหน้าที่ ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามที่ข้าพเจ้าขอคัดค้านและขอเปลี่ยนตัวกรรมการ ป.ป.ช. เจ้าหน้าที่บางราย พร้อมทั้งตั้งกรรมการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้อง และขอให้ลงโทษกรรมการ ป.ป.ช. และผู้ที่เกี่ยวข้อง ถ้าพบว่ามีการกระทำความผิดนั้นเป็นเรื่องเดียวกันกับที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เคยวินิจฉัยแล้วว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากรรมการ ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ผู้เกี่ยวข้องมีพฤติการณ์กระทำความผิดตามที่กล่าวหา และได้แจ้งผลพิจารณาให้ท่านทราบ โดยในการร้องขอคัดค้านครั้งนี้ ท่านมิได้แสดงว่ามีพยานหลักฐานใหม่ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่จะทำให้การพิจารณาวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใดที่ประชุมจึงมีมติยกคำร้องขอความเป็นธรรม”


นายนิพิฐจึงได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม (ครั้งที่ 16) ดังกล่าว โดยมีเนื้อหา ดังนี้

1. ผลการสอบสวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือผลพิจารณาคำชี้แจงของพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการในการไต่สวนข้อเท็จจริงฯ ขัดแย้งกับพยานหลักฐานและขัดแย้งกับข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง

2. การกระทำความผิดตามข้อ 1.ของกรรมการ ป.ป.ช. บางท่าน และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. นั้น สืบเนื่องมาจากทำงานตามใบสั่งต้องการกลั่นแกล้งใส่ความข้าพเจ้า อดีตผู้บริหาร ปตท. และบุคคลภายนอกผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร กับพวก

2.1 ในคดีอาญา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คดีหมายเลขดำที่ อท.405/2560 ข้าพเจ้าฟ้อง นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ที่ 1, นางรสยา เธียรวรรณ จำเลยที่ 2 กับพวก รวม 4 คน จำเลยในข้อหาหรือฐานความผิดร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอมและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเป็นกรณีที่ร่วมกันปลอมหนังสือสัญญานายหน้าแล้วนำหนังสือสัญญาดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานเท็จ

ซึ่งเรื่องดังกล่าว เป็นการกระทำความผิดเฉพาะตัว หรือโดยส่วนตัวของนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ที่ 1, นางรสยา เธียรวรรณ จำเลยที่ 2 กับพวก รวม 4 คน ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญา ข้าพเจ้าไม่เคยทำหนังสือร้องเรียนหรือกล่าวโทษกรณีดังกล่าวต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่อย่างใด แต่นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กลับทำหนังสือถึงศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2560 แจ้งว่าเรื่องปลอมเอกสารดังกล่าว มีคดีที่คู่ความกล่าวหาหรือถูกกล่าวหาในเรื่องเดียวกัน อยู่ในระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช. แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เป็นเหตุให้ศาลได้โปรดจำหน่ายคดีออกจากสาระบบความเป็นการชั่วคราว การกระทำดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือนายไพรินทร์ กับพวกไม่ให้ได้รับโทษในเรื่องปลอมเอกสารอย่างชัดเจน เป็นการประวิงเวลาเพื่อช่วยเหลือ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร นางรสยา เธียรวรรณ กับพวกไม่ให้ถูกดำเนินคดีอาญาในศาล

2.2 นางสาวสุภา ปิยะจิตติมีความพยายามที่จะรวบรัดชี้มูลความผิดข้าพเจ้าเพียงผู้เดียวทั้งที่มีการรวมคดีกับกลุ่มของนายไพรินทร์กับพวกแล้ว ซึ่งกว่าจะมีการรวมคดีได้ข้าพเจ้าได้ยื่นคำร้องกล่าวหาพร้อมทั้งนำส่งพยานหลักฐานต่าง ๆ เป็นระยะเวลายาวนานถึง 5 ปี และ

2.3 มีความพยายามที่จะแยกนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ออกมาพิจารณาต่างหากเพื่อที่จะช่วยเหลือกันให้พ้นผิดก่อนพรรคพวกของนายไพรินทร์

3. นางสาวสุภา ปิยะจิตติ มีความโกรธแค้นอาฆาตมาตรร้ายข้าพเจ้าใช้ตำแหน่งอำนาจหน้าที่และใช้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นเครื่องมือ พยายามทำทุกวิถีทางที่จะชี้มูลความผิดข้าพเจ้า อดีตผู้บริหารปตท. และบุคคลภายนอกผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร กับพวกซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ปรากฏหลักฐานใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต สืบเนื่องจากได้ยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาให้ถอดถอน ดำเนินคดีอาญากับนางสาวสุภา ปิยะจิตติ


ในหนังสือร้องขอความเป็นธรรมนั้นมีข้อความตอนท้าย ดังนี้

ข้าพเจ้าขอคณะกรรมการป.ป.ช. (ยกเว้นนางสาวสุภา ปิยะจิตติ) ได้โปรดดำเนินการเป็นการเร่งด่วน ดังต่อไปนี้

1.) ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาและมีมติเปลี่ยนตัว นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบสำนวน และให้ยุติการสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องปลูกปาล์มประเทศอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะเป็นคดีที่ข้าพเจ้าถูกกล่าวหา และคดีที่ข้าพเจ้ากล่าวหา นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร กับพวกทุกเรื่องโดยทันที

2.) ขอให้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงและลงโทษผู้กระทำความผิดกับกรรมการ ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่ป.ป.ช. และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่ไปเกี่ยวข้องกับนางรสยา เธียรวรรณ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที กรีนเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (PTT GE) ซึ่งมีพฤติการณ์เข้าไป ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และมอบสินบนให้แก่พยานปากสำคัญ โดยขอให้สอบสวนตามหนังสือที่ข้าพเจ้าร้องขอความเป็นธรรมระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม 2561 จนถึงปัจจุบันทุกฉบับ โดยเฉพาะตามประเด็นที่ข้าพเจ้าได้ยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. ในวันที่ 15 สิงหาคม 2560 รับที่ 25083 และ วันที่ 1 กันยายน 2560 รับที่ 27153

3.) ขอให้สอบสวนนางรสยา เธียรวรรณ กรณีไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ส่งมอบถุงสินบนให้กับพยานปากสำคัญและมีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นร่วมคณะเดินทางไปกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ไปสอบพยานที่ประเทศอินโดนีเซีย เป็นการเร่งด่วน เนื่องจากมีการให้ผลประโยชน์พยานปากสำคัญในคดีอาญาก่อนการสอบสวนของ ป.ป.ช. จะเริ่มต้นเพียง 2 วัน อย่างมีนัยสำคัญ

4.) ขอให้เปิดเผยผลการสอบสวนกรณีเรื่องถุงสินบน และการสอบพยานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ประเทศอินโดนีเซีย รวม 21 ประเด็น ตามหนังสือ ที่ ปช 0019/2365 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2560 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เนื่องจากข้าพเจ้ามีความจำเป็นที่จะต้องฟ้องร้องบุคคลที่ให้ข้อมูลบิดเบือนกับข้อเท็จจริง

5.) ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้โปรดชี้แจงกรณีผลการสอบสวนว่าเหตุใดถึงไม่ตรงกับความเป็นจริงเป็นลายลักษณ์อักษร


จึงขอให้ดำเนินการตามข้อ 1 ถึง ข้อ 5 เป็นการเร่งด่วนภายในระยะเวลา 15 วัน  หากท่านเพิกเฉยถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือนางสาวสุภา ปิยะจิตติ ไม่ต้องให้ได้รับโทษ ข้าพเจ้ามีความจำเป็นที่จะต้องยื่นเรื่องต่อประธานศาลฎีกาผ่านประธานรัฐสภาเพื่อถอดถอนและดำเนินคดีอาญากับท่านตามขั้นตอนและกระบวนการตามกฎหมายต่อไป

“หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังปล่อยให้นางสาวสุภา ปิยะจิตติทำหน้าที่ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบสำนวน หรือ ป.ป.ช. ในคดีนี้ต่อไป หรือว่าขืนยังปล่อยให้นำเสนอเรื่องของข้าพเจ้าให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาไม่ว่าจะโดยวาระใดก็ตาม ข้าพเจ้าจะถือว่าท่านเพิกเฉย ให้การช่วยเหลือสนับสนุนนางสาวสุภา ปิยะจิตติ ในการกระทำความผิดและช่วยเหลือไม่ต้องให้ได้รับโทษ และไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ข้าพเจ้า อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และมีความผิดตามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ข้าพเจ้ามีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินคดีกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มีให้การช่วยเหลือสนับสนุนผู้กระทำความผิดโดยจะยื่นเรื่องกรณีฝ่าฝืนต่อจริยธรรมและกระทำความผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 ผ่านทางประธานรัฐสภาเพื่อส่งต่อให้ประธานศาลฎีกาเพื่อลงโทษคณะกรรมการ ป.ป.ช. รวมทั้งจะยื่นขอถอดถอนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อประธานรัฐสภา ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญโดยทันที เว้นแต่ ป.ป.ช. ท่านใดทักท้วงหรือคัดค้านเป็นลายลักษณ์อักษร หรือปรากฏในรายงานการประชุม ถือได้ว่าท่านได้ปฏิเสธการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของนางสาวสุภา ปิยะจิตติแล้ว อันเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยหลักนิติธรรม” หนังสือระบุ

บันทึกการเข้า