เว็บบอร์ดหุ้น และการลงทุน

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

SMF - Just Installed!



ผู้เขียน หัวข้อ: SCC : บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)  (อ่าน 13750 ครั้ง)

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
SCC : บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)
« เมื่อ: มกราคม 18, 2014, 12:04:36 am »

SCC : บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)

ชื่อบริษัท    บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)
ที่อยู่    1 ถนนปูนซิเมนต์ไทย แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กทม.
เบอร์โทรศัพท์    0-2586-3333, 0-2586-4444

นโยบายการจ่ายปันผล:
ร้อยละ 40-50 ของกำไรสุทธิของงบการเงินรวม (โดยมีเงื่อนไขเพิ่มเติม)

เว็บไซต์    www.scg.co.th
กราฟและข้อมูลหุ้น http://www.ruayhoon.com/stock/SCC/
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SCC : บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มกราคม 18, 2014, 12:05:06 am »

BLS.SCC: ถึงจุดต่ำสุดในไตรมาส 4/56; ต่อจากนี้ปรับตัวดีขึ้น
วันที่เผยแพร่ : 15/01/2014
 
บทวิเคราะห์โดยสังเขป :
     

ประเด็นการลงทุน

SCC เป็นบริษัทที่เราชอบสำหรับการลงทุนระยะยาว เราเชื่อว่าราคาหุ้นจะปรับตัวได้ดีกว่า SET ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า หลังจากหยุดการผลิตเพื่อซ่อมบำรุงซึ่งจะส่งผลให้กำไรแตะจุดต่ำสุดในไตรมาส 4/56 แล้ว บริษัทพร้อมเต็มที่ตักตวงผลประโยชน์จากวัฏจักรขาขึ้นของส่วนต่างราคาโอเลฟินส์และน่าจะสามารถรายงานอัตราการเติบโตของกำไรหลักเฉลี่ยที่ 20% ต่อปีในระยะ 3 ปีข้างหน้า (ปี 2557-59) นอกจากนี้ราคาหุ้นในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดย SCC มีซื้อขายอยู่ที่ PER ปี 2557 ที่ 12.2 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวของบริษัทที่ 12.8 เท่า เราเชื่อว่าราคาหุ้นควรจะซื้อขายที่ระดับ PER สูงกว่าค่าเฉลี่ย เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรแข็งแกร่งกว่าค่าเฉลี่ยอัตราการเติบโตในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาในอดีตที่ 6.7% เราแนะนำ ซื้อ!

แนวโน้มไตรมาส 4/56

ในวันที่ 30 ม.ค. เราคาดว่า SCC จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4/56 ที่ 6.5 พันล้านบาท ลดลง 6% YoY และ 34% QoQ โดยคาดการณ์ผลการดำเนินงานที่อ่อนแอลงทั้ง YoY และ QoQ มีสาเหตุมาจากกำไรจากธุรกิจปิโตรเคมีที่ปรับตัวลดลง เนื่องด้วยผลจากการปิดโรงงาน MOC เพื่อซ่อมบำรุงเป็นเวลา 45 วัน และผลการดำเนินงานจากธุรกิจกระดาษที่ต่ำลง แต่ประมาณการกำไรไตรมาส 4/56 นี้สูงกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีมากกว่าคาดและรายได้เงินปันผลจากธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากโตโยต้าน่าจะดีกว่าคาด โดยรายได้เงินปันผลจากโตโยต้ามีแนวโน้มที่จะทรงตัวในระดับเดียวกับที่เคยรายงานในไตรมาส 2/56 เนื่องจากยอดส่งออกรถยนต์สามารถชดเชยยอดขายรถยนต์ภายในประเทศที่ชะลอตัวลงได้ (ก่อนหน้านี้เราคาดว่ารายได้เงินปันผลจากโตโยต้าจะลดลง)

ธุรกิจปิโตรเคมีจะเป็นปัจจัยหนุนกำไรในปีนี้

ส่วนต่างราคา HDPE และ PP เทียบกับแนฟทาในไตรมาส 4/56 อยู่ที่ 600 เหรียญสหรัฐฯต่อตันและ 605 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ตามลำดับ เพิ่มขึ้นจาก 568 เหรียญสหรัฐฯต่อตันและ 597 เหรียญสหรัฐฯต่อตันในไตรมาส 3/56 แม้ว่าโดยปกติแล้วช่วงปลายปีเป็นช่วงที่ความต้องการซื้อเม็ดพลาสติกเพื่อไปผลิตสินค้าลดลงเนื่องจากลูกค้าลดปริมาณการสต๊อกสินค้า ส่วนต่างราคาที่ยืนได้ค่อนข้างดีนี้ยืนยันมุมมองเชิงบวกของเราที่มีต่อแนวโน้มส่วนต่างราคาโอเลฟินส์ในปีนี้ หากส่วนต่างราคาสามารถทรงตัวในไตรมาส 2/57 ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการน้อยได้อีก เราเชื่อว่าส่วนต่างราคาปี 2557 มีโอกาสสูงกว่าสมมติฐานของเราขณะนี้ที่ 600 เหรียญต่อตัน สำหรับ HDPE-แนฟทา และ 615 เหรียญต่อตันสำหรับ PP-แนฟทา

ธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างชะลอการเติบโต

อุปสงค์ซีเมนต์ในประเทศไตรมาส 4/56 มีแนวโน้มทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากฐานสูงจากปีที่แล้วและผลกระทบจากน้ำท่วมในภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ (ซึ่งส่งผลให้ยอดขายลดลง 3% YoY ในช่วง 3 สัปดาห์แรกของเดือนต.ค.) ในปีนี้เราคาดอุปสงค์ซีเมนต์ในประเทศขยายตัว 5% ในขณะที่ราคาทรงตัว ในส่วนของธุรกิจวัสดุก่อสร้างนั้น เรามองว่าธุรกิจยังคงมีแนวโน้มถดถอยเนื่องจากการบริโภคชะลอตัวและยอดขายกระเบื้องหลังคาเซรามิคลดลงอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นผลจากหลังคาเหล็กได้รับความนิยมมากขึ้น

ธุรกิจกระดาษอ่อนแอ

สายธุรกิจเยื่อกระดาษยังคงอ่อนแอ เนื่องจากอุปสงค์ที่ลดลงต่อเนื่องสำหรับกระดาษพิมพ์เขียน นอกจากนี้สายการผลิตคาดว่าจะต้องหยุดการผลิตเป็นระยะๆ เนื่องจากเครื่องจักรบางส่วนจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือ upgrade เพื่อที่จะเปลี่ยนจากการผลิตกระดาษพิมพ์เขียนมาเป็นผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
 
คำแนะนำ :
     

คำแนะนำพื้นฐาน: ซื้อ
เป้าหมายพื้นฐาน: 500.00 บาท
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SCC : บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มกราคม 31, 2014, 04:04:56 pm »

สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อย (F45-3)                     
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)

(หน่วย : พันบาท)
งบการเงินรวม                     
ประจำปี
ก่อนตรวจสอบ
สิ้นสุดวันที่                       31 ธันวาคม
ปี                       2556 2555
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                      36,719,449 23,579,991
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                      30.60 19.65
ต่อหุ้น (บาท)                     


งบการเงินเฉพาะกิจการ                     
ประจำปี
ก่อนตรวจสอบ
สิ้นสุดวันที่                       31 ธันวาคม
ปี                       2556 2555
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                      24,439,592 19,649,521
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                      20.37 16.37
ต่อหุ้น (บาท)                     
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SCC : บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มกราคม 31, 2014, 04:05:30 pm »

BLS.SCC: มองธุรกิจปิโตรเคมีโดดเด่น ธุรกิจกระดาษ neutral และกังวลเกี่ยวกับธุรกิจซีเมนต์
วันที่เผยแพร่ : 31/01/2014
 
บทวิเคราะห์โดยสังเขป :
     

ประเด็นการลงทุน

ที่ประชุมนักวิเคราะห์หลังรายงานผลประกอบการวานนี้ เรารู้สึกว่าผู้บริหารมีมุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจปิโตรเคมีอย่างมาก ในขณะที่มีมุมมอง neutral ต่อธุรกิจกระดาษ และมีความกังวลในแนวโน้มธุรกิจซีเมนต์ โดยปีนี้จะเป็นปีที่ท้าทายสำหรับธุรกิจในประเทศของ SCC ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 65% ของยอดขายรวม เนื่องจากปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองและแนวโน้มการจับจ่ายใช้สอยที่ชะลอตัวลง อย่างไรก็ตามเราคาดว่าบริษัทจะรายงานกำไรปกติเติบโต 17% ในปี 2557 ในขณะที่ PER ปี 2557 ในขณะนี้อยู่ที่ 11.8 เท่า ซึ่งหากเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 12.8 เท่า ถือว่าราคาหุ้นอยู่ในระดับที่น่าสนใจ เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2557 ที่ 500 บาท

สรุปไตรมาส 4/56

SCC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4/56 ที่ 8.2 พันล้านบาท เติบโต 19% YoY แต่ลดลง 16% QoQ ผลกำไรที่เติบโตแข็งแกร่งขึ้น YoY เนื่องด้วยอานิสงส์จากผลการดำเนินงานธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจซีเมนต์/วัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวดีขึ้น ในขณะที่กำไรหดตัวลง QoQ เนื่องจากปัจจัยทางฤดูกาลและการปิดโรงงาน MOC เป็นเวลา 45 วัน ผู้บริหารประกาศเงินปันผลต่อหุ้นที่ 7 บาท สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 ส่งผลให้เงินปันผลรวมสำหรับผลประกอบการปี 2556 เท่ากับ 15.50 บาท (ขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 1 เม.ย.)

มองธุรกิจปิโตรเคมีแข็งแกร่ง

บริษัทมั่นใจว่าธุรกิจปิโตรเคมีได้เข้าสู่ขาขึ้นอย่างเต็มตัว โดยตั้งแต่ต้นไตรมาสจนถึงปัจจุบัน ส่วนต่างราคาโพลีโอเลฟินส์เพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าระดับเฉลี่ยในไตรมาส 4/56 และผู้บริหารคาดว่าส่วนต่างนี้จะขยายตัวต่อเนื่องหลังผ่านเทศกาลตรุษจีน เนื่องจากได้ปัจจัยหนุนจากการซ่อมบำรุงโรงงานในเอเชียในเดือนมี.ค. ซึ่งจะทำให้ราคาแนฟทาปรับตัวลดลงและอุปทานโอเลฟินส์น้อยลงในภูมิภาค โดยส่วนต่างราคาที่แข็งแกร่งนี้มีแนวโน้มทรงตัวตลอดช่วงโลว์ซีซั่นในไตรมาส 2/57 โดยแนวโน้มขาขึ้นน่าจะต่อเนื่องจนถึงปี 2560

แนวโน้มธุรกิจซีเมนต์ไม่แน่นอน

อุปสงค์ซีเมนต์ในประเทศเติบโต 6% YoY ในไตรมาส 4/56 และ 7% สำหรับปี 2556 ทำให้ราคาหน้าโรงงานเพิ่มขึ้น 25 บาทต่อตัน ถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่ที่ 1,950 บาทต่อตัน ทั้งนี้คาดการณ์ว่าราคาซีเมนต์ภายในประเทศจะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ด้วยอานิสงส์จากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากการอ่อนค่าของเงินบาท (ส่วนใหญ่เป็นถ่านหิน) อย่างไรก็ตามการขยายตัวของอุปสงค์ในปีนี้ยังดูไม่ชัดเจนนักเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง โดน SCC ยังไม่ได้ตั้งเป้าการเติบโตของอุปสงค์สำหรับปี 2557 กล่าวในเบื้องต้นได้ว่าอุปสงค์เติบโต 2% YoY ในช่วง 3 สัปดาห์แรกของเดือนม.ค. เราปรับลดสมมติฐานการเติบโตของอุปสงค์ซีเมนต์ในประเทศปี 2557 ลงเป็น 3% จาก 5%

ธุรกิจกระดาษอยู่ในช่วงชะลอตัว

ปริมาณขายบรรจุภัณฑ์กระดาษเติบโต 6% YoY ในไตรมาส 4/56 หนุนโดยอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษและสินค้าอุปโภคบริโภค แต่อุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลงเมื่อผู้บริโภคชะลอการใช้จ่ายและปัญหาความไม่สงบทางการเมือง อุปสงค์ในภูมิภาค โดยเฉพาะในอินโดนีเซียและเวียดนามเติบโตดี

ปริมาณขายกระดาษพิมพ์เขียนลดลง 7% ในไตรมาส 4/56 เนื่องจากการแข่งขันจากผู้นำเข้าและอุปสงค์ที่อ่อนแอสำหรับวัสดุสื่อสิ่งพิมพ์ เราคาดยอดขายกระดาษพิมพ์เขียนจะลดลงต่อเนื่องในปีนี้ เนื่องจากสายการผลิตของ SCC จะต้องหยุดการผลิตเป็นระยะๆ เนื่องจากเครื่องจักรบางส่วนจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือ upgrade เพื่อที่จะเปลี่ยนจากการผลิตกระดาษพิมพ์เขียนมาเป็นผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
 
คำแนะนำ :
     

คำแนะนำพื้นฐาน: ซื้อ
เป้าหมายพื้นฐาน: 500.00 บาท
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SCC : บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: มีนาคม 07, 2014, 10:42:19 pm »

เอสซีจีเดินหน้ากลุ่มเปเปอร์เต็มสูบ ล่าสุดส่งกระดาษ Dissolving Pulp บุกตลาดใน-ตปท.

วันที่ 04 มีนาคม พ.ศ. 2557 เวลา 23:29:37 น.matichon online

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปเปอร์ จำกัด(มหาชน) เครือเอสซีจี กล่าวว่า กลยุทธ์และทิศทางการดำเนินธุรกิจของเอสซีจี เปเปอร์ ในปี 2557 จะเน้นเดินหน้าขับเคลื่อนสายธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ และสายธุรกิจเยื่อและกระดาษอย่างจริงจังและต่อเนื่อง พร้อมมุ่งขยายตลาดรองรับความต้องการสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น และพัฒนานวัตกรรมสินค้ามูลค่าเพิ่มตอบสนองผู้บริโภค

"ล่าสุดส่งกระดาษDissolving Pulp คุณภาพสูงมาตรฐานระดับโลกบุกตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเอสซีจี เปเปอร์เป็นเจ้าแรกในเมืองไทยที่ผลิตได้ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน"นายรุงโรจน์กล่าว
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SCC : บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: มีนาคม 07, 2014, 10:42:47 pm »

เปิดแผนธุรกิจ'เอสซีจี เปเปอร์'ปี 57

วันพุธที่ 05 มีนาคม 2014 เวลา 06:28 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ ลงทุน-อุตสาหกรรม - คอลัมน์ : ลงทุน-อุตสาหกรรม

สายธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ และสายธุรกิจเยื่อและกระดาษในเอสซีจี เปเปอร์ ถือเป็นอีกกลุ่มธุรกิจที่มีความเคลื่อนไหวทั้งด้านการลงทุนใหม่ทั้งในและนอกประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนและมีการปรับตัวธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง จะเห็นว่าตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา เอสซีจี เปเปอร์ ประกาศความชัดเจนถึงการออกไปรุกหนักการลงทุนนอกบ้าน ปัจจุบันได้ขยายการดำเนินธุรกิจในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง อาทิ โรงงานผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ในประเทศเวียดนาม และฟิลิปปินส์ และโรงงานผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์กระดาษในประเทศเวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ควบคู่กับการพัฒนาสินค้าที่ต้องการตอบโจทย์ให้ผู้บริโภคมองเห็นว่ามีคุณภาพ และมีมาตรฐานเทียบเท่าระดับโลก

-ปี 57ใช้งบกว่าหมื่นล.

สำหรับปี 2557 เอสซีจี เปเปอร์ มีการลงทุนต่อเนื่อง โดยใช้งบสำหรับลงทุนมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท สำหรับใช้ในการลงทุน 2 ส่วนหลัก คือ 1.กลุ่มกระดาษบรรจุภัณฑ์ สำหรับการลงทุนขยายกำลังผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ราว 1.956 ล้านตัน เป็น 2.3ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นอีก 4 แสนตันต่อปี ที่จะเริ่มผลิตได้ภายในปีนี้ เฉพาะส่วนนี้ใช้เงินลงทุนประมาณ 8 พันล้านบาท

นอกจากนี้ยังไม่รวมการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มสูงขึ้นจากการควบรวม 3 บริษัท( PT Primacorr Mandiri ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายกล่องกระดาษลูกฟูกและแผ่นกระดาษลูกฟูกในประเทศอินโดนีเซีย และได้เข้าซื้อหุ้นในบริษัทไดน่า แพคส์ จำกัด และบริษัทโอเรียนท์คอนเทนเนอร์ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายกล่องกระดาษลูกฟูกและแผ่นกระดาษลูกฟูกในประเทศไทย )เมื่อปี2556 ทำให้มีกำลังผลิตเพิ่มเป็น 1.013 ล้านตัน(ดูรายละเอียดจากตาราง) 2.กลุ่มเยื่อกระดาษ สำหรับใช้ในการพัฒนาเยื่อกระดาษ ที่จะก้าวไปสู่เยื่อกระดาษที่มีนวัตกรรมสินค้ามูลค่าเพิ่มออกมาสู่ตลาดภายในปีนี้ โดยส่วนใหญ่การลงทุนดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในปี 2557

-วางทิศทางสอดรับกับศก.อาเซียน

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปเปอร์ กล่าวในงานแถลงแนวทางธุรกิจ เอสซีจี เปเปอร์ ว่า จะมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบสนองผู้บริโภค ควบคู่กับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจของอาเซียนที่คาดว่าเติบโตต่อเนื่อง จึงขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศให้มากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดกระดาษบรรจุภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคได้เป็นอย่างดี ซึ่งคาดว่าในปี 2557 ปริมาณความต้องการกระดาษบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียนจะเติบโต 5% จึงเพิ่มกำลังผลิตเพื่อรองรับการขยายตลาดดังกล่าว ในกลุ่มกระดาษบรรจุภัณฑ์

ส่วนการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มสูงขึ้นหลังจากที่มีการควบรวมกิจการกับกลุ่มทุนในอินโดนีเซียก่อนหน้านั้นทำให้เอสซีจี เปเปอร์ กลายเป็นผู้ผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน

-ซุ่มพัฒนาเยื่อสู่นวัตกรรมใหม่

สำหรับธุรกิจเยื่อกระดาษ ก่อนหน้านี้เอสซีจี เปเปอร์ ทำการศึกษาพบว่ากระดาษพิมพ์เขียนจะมีการใช้ลดลง หลังจากที่ผู้บริโภคหันไปนิยมสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นทำให้สื่อสิ่งพิมพ์ชะลอตัว จึงต้องหันมาพัฒนาเยื่อกระดาษเพื่ออุตสาหกรรมอื่นที่ไม่ใช่กระดาษ พร้อมกับการพัฒนาเยื่อกระดาษให้มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added - HVA)โดยนวัตกรรมหลักของเอสซีจี เปเปอร์จะต้องมาจากทรัพยากรที่ยั่งยืน(Forest Based) สามารถจัดการกับของเสียได้ โดยร่วมมือกับ Nippon Paper Industries Company Limited หรือ NPI ประเทศญี่ปุ่น ส่งเสริมการผลิตสินค้าอื่นๆ ที่ได้จากเยื่อ นอกเหนือจากกระดาษ

ล่าสุดเอสซีจี เปเปอร์ ใช้งบลงทุนราว 400 ล้านบาท พัฒนาเยื่อเคมีละลายได้หรือ Dissolving Pulp จากไม้ยูคาลิปตัส เพื่อผลิตเส้นใยเรยอนสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่มีคุณสมบัติเบาสบายดูดซับความชื้น ระบายอากาศและความร้อนได้ดี

ต่อเรื่องนี้นายพันเทพ สุภาไชยกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัทผลิตภัณฑ์กระดาษไทย จำกัด ในเอสซีจี เปเปอร์ กล่าวว่ามีกำลังผลิต Dissolving Pulp มีกำลังผลิต 96,000 ตันต่อปี เป็นผู้ผลิตรายแรกในประเทศไทย และมีคุณภาพเทียบเท่ากับมาตรฐานระดับโลก โดยผลิตเพื่อส่งออก70% ไปยังจีนและไต้หวัน และขายในประเทศ30%สำหรับบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มและอาหาร ที่กำลังจะออกสู่ตลาดในเร็วๆนี้ โดยเยื่อดังกล่าวมีความต้องการใช้ในตลาดโลกถึง 4 ล้านตันต่อปี ในระยะเริ่มต้นยังมีราคาสูงอยู่ที่ 890-900 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน เมื่อเทียบกับราคาเยื่อใยสั้นอยู่ที่ 610 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน

"ปี 2557 คาดว่าความต้องการ Dissolving Pulp ในตลาดโลกจะเพิ่มสูงขึ้น โดยเติบโต 6 %และมีแนวโน้มเติบโตของตลาดอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าที่หลากหลาย เช่น เส้นใยเรยอนและวิสคอสซึ่งใช้ในการผลิตเครื่องนุ่งห่มภาชนะเมลามีนเป็นต้น"

-Dissolving Pulp รายได้โต 4-5%

ทั้งนี้เอสซีจี เปเปอร์ ตั้งเป้าว่าภายในปี2557 Dissolving Pulp จะมีสัดส่วนรายได้ 4-5% ของรายได้รวมกลุ่มธุรกิจเยื่อ กระดาษ และกระดาษบรรจุภัณฑ์ หรือราว 2.8-3.0 พันล้านบาท จากที่เอสซีจี เปเปอร์ มีรายได้จากการขายปี 2556 ที่ราว 5.9 หมื่นล้านบาท ตลาดจะค่อยๆได้รับการยอมรับจากฐานลูกค้า เนื่องจากเป็นนวัตกรรมใหม่ ทำให้ราคาขายในระยะเริ่มต้นสูง สำหรับเป้าหมายการขายปีนี้ ตั้งเป้าว่าจะส่งออกสินค้าในกลุ่มเอสซีจี เปเปอร์เพิ่มขึ้นจาก 15% เป็น 22% โดยจะส่งออกสินค้าสายธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ หรือกระดาษลูกฟูกและบรรจุภัณฑ์ไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยยังให้ความสำคัญกับฐานลูกค้าเดิมที่ออสเตรเลีย ฮ่องกง เวียดนามและเกาหลีใต้ ที่คาดว่าความต้องการใช้ในตลาดดังกล่าวจะเพิ่มขึ้น หลังจากที่ตลาดภายในประเทศความต้องการใช้ลดลงตามเศรษฐกิจที่ซบเซา ที่ส่วนหนึ่งก็มาจากผลกระทบทางการเมืองด้วย

อย่างไรก็ตามการพัฒนานวัตกรรมใหม่ของเอสซีจี เปเปอร์ เป็นการขานรับนโยบายของเอสซีจีที่มุ่งมั่นพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2557 เอสซีจีจัดเตรียมงบประมาณสำหรับการวิจัยและพัฒนา(R&D) กว่า 4 พันล้านบาท จากที่ปี 2556 ใช้งบดังกล่าวไปราว 2.0 พันล้านบาท ส่งผลทำให้สินค้าในกลุ่มมูลค่าเพิ่ม(HVA) มีสัดส่วน 35% ของยอดขายรวม ขณะที่สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมSCG eco value มียอดขาย26% ของยอดขายรวม

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 34 ฉบับที่ 2,928 วันที่ 6 - 8 มีนาคม พ.ศ. 2557

Source:http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=221389:-57&catid=88:2009-02-08-11-23-46&Itemid=418#.UxkkpX8ayK0
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SCC : บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: มีนาคม 13, 2014, 12:42:58 pm »

OPP DAY SCC 2013

SCC OPPDAY 2013
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 13, 2014, 12:51:51 pm โดย admin »
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SCC : บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: เมษายน 17, 2014, 07:16:07 pm »

BLS.SCC: ประเด็นหลักจากการโรดโชว์ที่ฮ่องกง
วันที่เผยแพร่ : 17/04/2014
 
บทวิเคราะห์โดยสังเขป :
     ประเด็นการลงทุน
ข้อมูลที่เราได้จากการโรดโชว์ที่ฮ่องกงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยืนยันมุมมองเราว่า SCC เป็นบริษัทที่จะได้รับผลประโยชน์มากที่สุดบริษัทหนึ่งจากการขยายตัวของอาเซียน โดยมีกลยุทธ์หลัก 2 อย่าง ซึ่งได้แก่ การขยายตลาดสู่อาเซียนและการเพิ่มสัดส่วนยอดขายสินค้าและบริการ HVA น่าจะส่งผลให้บริษัทรักษาระดับการเติบโตได้ต่อเนื่องในระยะยาว เราแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2557 ที่ 500 บาท 

มั่นใจแนวโน้มธุรกิจปิโตรเคมีเติบโตแข็งแกร่ง
SCC ยืนยันแนวโน้มธุรกิจปิโตรเคมีเติบโตแข็งแกร่ง โดยบริษัทเชื่อว่าส่วนต่างราคาโอเลฟินส์อยู่ในระดับปานกลางและจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 3 ปี เนื่องจากอุปสงค์โลกมีแนวโน้มขยายตัว 4-5% ต่อปี ในขณะที่คาดว่าอุปทานจะเพิ่มขึ้น 3% ต่อปี ในช่วงระหว่างปี 2557-2558, 2% ในปี 2559 และ 4% ในปี 2560 โดย SCC คาดส่วนต่างราคา HDPE –แนฟทาจะค่อยๆปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 50-100 เหรีญญต่อตันต่อปี และจะแตะจุดสูงสุดในระดับที่สูงกว่าระดับสูงสุดในรอบที่แล้วที่ 700-750 เหรียญต่อตันในช่วงต้นปี 2551

นอกจากส่วนต่างราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นแล้ว การขยายกำลังการผลิตของ Chandra Asri (จะแล้วเสร็จในปี 2558) และโครงการ petrochemical complex ในประเทศเวียดนาม (กำหนดเริ่มดำเนินงานในปี 2562) ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ปริมาณยอดขายปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ธุรกิจซีเมนต์ชะลอตัวในระยะสั้น แต่แนวโน้มระยะยาวยังสดใส
ความต้องการซีเมนต์ในประเทศมีแนวโน้มขยายตัว 4% YoY ในไตรมาส 1/57 แต่การเติบโตนี้มีแนวโน้มชะลอตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 เนื่องจากการชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในต่างจังหวัดรวมถึงไม่มีงานโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆของรัฐเข้ามาตั้งแต่มีการยุบสภาในเดือนธ.ค. 2556 ส่วนปีหน้าอาจแย่กว่าเดิม ถ้าหากปัญหาทางการเมืองไม่ได้รับการแก้ไขและยังไม่สามารถมีรัฐบาลเข้ามาได้ก่อนช่วงครึ่งหลังของปี 2557 อาจส่งผลให้อุปสงค์ซีเมนต์ปี 2558 ไม่เติบโต อีกทั้งราคาซีเมนต์จะถูกกดดันจากอุปสงค์ที่ชะลอตัว และอุปทานใหม่จาก TPIPL ที่จะเข้ามาเพิ่ม 3.5 ล้านตันในปีหน้า

ธุรกิจซีเมนต์น่าจะเริ่มขยายตัวได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป หนุนโดนอัตรากำลังการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นจากโรงงานใหม่ในประเทศกัมพูชา อินโดนีเซีย และพม่า ซึ่งคิดเป็นอัตรากำลังการผลิตรวมจำนวน 4.5 ล้านตัน เทียบเท่ากับ 19%ของอัตรากำลังการผลิตของ SCCในปัจจุบัน นอกจากนี้โอกาสในการเติบโตในประเทศเหล่านี้ยังคงมีมาก เนื่องจากการใช้ปูนซีเมนต์ต่อคนต่อปีอยู่ที่เพียง 70 กก. ในพม่า, 200 กก. ในกัมพูชา และ 250 กก. ในอินโดนีเซีย ซึ่งต่ำกว่าการใช้ปูนซีเมนต์ต่อคนต่อปีในประเทศไทยที่ 600 กก หรือเวียดนามที่ 450 กก.

ธุรกิจกระดาษเติบโตเพียงเล็กน้อยในปีนี้ คาดเติบโตแข็งแกร่งในปี 2559
สายธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์น่าจะขยายตัวได้เพียงเล็กน้อยสอดคล้องกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในขณะที่สายผลิตภัณฑ์เส้นใยมีแนวโน้มรายงานผลดำเนินงานไม่เติบโต เนื่องจากยังคงอยู่ในช่วงการปรับปรุงธุรกิจ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2 ปีถึงจะเสร็จสมบูรณ์โดยในระยะยาว การเติบโตของกำไรของธุรกิจกระดาษจะมาจากการขยายตัวของอัตรากำไร โดยเราคาดว่าหลังจากที่มีการปรับเปลี่ยนสายการผลิตของสายผลิตภัณฑ์เส้นใยแล้ว อัตรากำไรน่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ใหม่มีมูลค่าสูงกว่ากระดาษพิมพ์เขียน ส่วยการขยายตัวของอัตรากำไรของสายธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์นั้นจะมาจากการขยายธุรกิจไปยังปลายน้ำ รวมถึงการให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรแก่ลูกค้า 

 
 
 
คำแนะนำ :
     คำแนะนำพื้นฐาน:  ซื้อ
เป้าหมายพื้นฐาน:  500.00บาท
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SCC : บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: เมษายน 23, 2014, 01:13:43 pm »

BLS.SCC: คาดกำไรไตรมาส 1/57 สดใส
วันที่เผยแพร่ : 22/04/2014
 
บทวิเคราะห์โดยสังเขป :
     ประเด็นการลงทุน
SCC ยังคงเป็นหุ้นที่เราชอบสำหรับการลงทุนระยะยาว แม้การชะลอตัวของภาคบริโภคและการที่ยังไม่มีรัฐบาลจะเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจภายในประเทศของ SCCแต่เราคาดว่าบริษัทยังสามารถรักษาการเติบโตของกำไรได้ดีในปีนี้  หนุนโดยธุรกิจปิโตรเคมีที่แข็งแกร่งขึ้นและผลการดำเนินงานของธุรกิจต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น เราเชื่อว่าผลประกอบการที่ดีในไตรมาส 1/57 เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ผลประกอบการในไตรมาสที่เหลือของปีน่าจะดีกว่านี้ เราคงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2557 ที่ 500 บาท

คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 1/57
เราคาดว่าในวันที่ 30 เม.ย.นี้ SCC จะประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 1/57 ที่ 9.97 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% YoY และ 22% QoQ โดยผลประกอบการที่จะดีขึ้น YoY มาจากธุรกิจปิโตรเคมี (ส่วนต่างราคาปรับตัวสูงขึ้นและปริมาณการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น) และธุรกิจซีเมนต์ (ราคาและปริมาณการขายที่สูงขึ้น) ในขณะที่กำไรสุทธิที่ดีขึ้น QoQ มาจากทุกธุรกิจหลัก ทั้งนี้กำไรของธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจกระดาษที่เพิ่มขึ้นมาก QoQ มาจากการเทียบฐานต่ำจากการปิดซ่อมโรงงาน 2 แห่ง ในขณะที่ไตรมาสหนึ่งเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของธุรกิจซีเมนต์

ธุรกิจปิโตรเคมีเติบโตแข็งแกร่ง
สายผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์น่าจะมีการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งทั้ง YoY และ QoQ เนื่องจากส่วนต่าง HDPE และ PP ต่อแนฟทาอยู่ที่ 620 เหรียญต่อตันและ 626 เหรียญต่อตัน ตามลำดับในไตรมาส 1/57 สูงขึ้นจาก 590 เหรียญต่อตัน และ 597 เหรียญต่อตันในไตรมาส 4/56 และจาก 521 เหรียญต่อตัน และ 581 เหรียญต่อตันในไตรมาส 1/56 อีกทั้งปริมาณการผลิตโอเลฟินส์เพิ่มสูงขึ้น QoQ อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากในช่วงไตรมาส 4/56 โรงงาน MOC ปิดซ่อมเป็นเวลา 45 วัน อย่างไรก็ตามเราคาดสายผลิตภัณฑ์พีวีซี (คิดเป็นประมาณ 15-20% ของยอดขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี) จะมีกำไรที่อ่อนตัวลง YoY และ QoQ เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น

ธุรกิจซีเมนต์ยังเติบโตได้ดี ในขณะที่ธุรกิจวัสดุก่อสร้างอ่อนแอลง
แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวรวมถึงไม่มีงานโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆของรัฐเข้ามา แต่เราคาดอุปสงค์ซีเมนต์ภายในประเทศจะขยายตัว 4-5% YoY ในไตรมาส 1/57 จากโครงการที่อยู่ระหว่างต่อสร้าง โดยอุปสงค์ซีเมนต์ที่ขยายตัวนี้น่าจะสามารถรักษาระดับราคาหน้าโรงงานไว้ที่ 1,925-1,975 บาทต่อตัน คงที่ QoQ แต่สูงขึ้น 7% YoY ส่วนยอดขายวัสดุก่อสร้างนั้นมีแนวโน้มปรับตัวลดลงสอดคล้องกับการบริโภคที่ชะลอตัวและยอดขายกระเบื้องหลังคาเซรามิคที่ลดลง เป็นผลมาจากการแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดของหลังคาเหล็ก

ธุรกิจกระดาษคงที่ YoY แต่ปรับตัวแข็งแกร่งขึ้น QoQ
เราคาดสายธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์จะขยายตัวเพียงเล็กน้อยในไตรมาส 1/57 ในขณะที่สายผลิตภัณฑ์เส้นใยจะหดตัวลง YoY เนื่องจากอุปสงค์กระดาษพิมพ์เขียนที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงราคาเยื่อกระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษที่ลดลงในช่วงไตรมาส ยอดขายสายผลิตภัณฑ์ใหม่ (dissolving grade pulp) อาจไม่ช่วยมากนัก เนื่องจากการผลิตยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่อย่างไรก็ตามเราคาดสายผลิตภัณฑ์เส้นใยจะปรับตัวแข็งแกร่งขึ้น QoQ เนื่องจากในไตรมาส 4/56 มีการปิดสายการผลิตเยื่อกระดาษ เพื่อเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ปลายน้ำจากกระดาษพิมพ์เขียนเป็นเยื่อ dissolving grade pulp

คำแนะนำ :
     คำแนะนำพื้นฐาน:  ซื้อ
เป้าหมายพื้นฐาน:  500.00บาท
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SCC : บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 02, 2014, 09:43:42 pm »

BLS.SCC: มีมุมมองเชิงบวกลดลงต่อธุรกิจปิโตรเคมี คงมุมมอง neutral ต่อธุรกิจกระดาษ และมีมุมมองเชิงลบต่อธุรกิจซีเมนต์
วันที่เผยแพร่ : 02/05/2014
 
บทวิเคราะห์โดยสังเขป :
     

ประเด็นการลงทุน

หลังจากเข้าร่วมการประชุมนักวิเคราะห์หลังประกาศผลประกอบการ เรารู้สึกว่าผู้บริหารมีมุมมองเชิงลบต่อธุรกิจซีเมนต์ มีมุมมองเชิงบวกลดลงต่อธุรกิจปิโตรเคมี และยังคงมุมมอง neutral ต่อธุรกิจกระดาษ เราปรับลดประมาณการกำไรปี 2557 ของเราลง 5% เพื่อสะท้อนผลประกอบการไตรมาส 1/57 ที่แย่กว่าคาดและการปรับลดสมมติฐานการเติบโตของอุปสงค์ซีเมนต์ที่ลดลงมาอยู่ที่ 0.5% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 3% ทำให้ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2557 ของเราลดลงเป็น 490 บาท จาก 500 บาท อย่างไรก็ตามเรายังเชื่อว่า SCC เป็นหุ้นที่เหมาะแก่การลงทุน โดยมีระดับการซื้อขายอยู่ที่ PER ปี 2557 ที่ 13.2 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวของบริษัทที่ 12.6 เท่า เล็กน้อย เราแนะนำ ซื้อ

สรุปไตรมาส 1/57

SCC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/57 ที่ 8.4 พันล้านบาท ลดลง 4.7% YoY แต่เพิ่มขึ้น 2.2% QoQ ผลกำไรที่อ่อนแอลงเมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมามีสาเหตุมาจากกำไรจากธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจกระดาษที่ปรับตัวลดลง มีเพียงธุรกิจซีเมนต์เท่านั้นที่รายงานกำไรเติบโตจากปีที่แล้ว ด้วยอานิสงส์จากปริมาณขายและราคาขายที่ดีขึ้น ทั้งนี้กำไรที่เติบโตจากไตรมาสที่แล้วหนุนโดยผลการดำเนินที่ดีขึ้นทุกธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจกระดาษ ซึ่งมีการหยุดการผลิตของโรงงานในไตรมาส 4/56

กำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาของธุรกิจปิโตรเคมีแข็งแกร่งขึ้น แต่กำไรหดตัวลง

กำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาของธุรกิจปิโตรเคมีโตก้าวกระโดด 65% YoY มาอยู่ที่ 4.8 พันล้านบาท แต่กำไรปรับตัวลดลง 6% YoY มาอยู่ที่ 2.48 พันล้านบาท เนื่องจากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในไตรมาส 1/56 ผลการดำเนินงานของหน่วยธุรกิจพีวีซีที่อ่อนแอลงและปริมาณขายโอเลฟินส์ที่ต่ำลงในช่วงไตรมาสดังกล่าว เนื่องจากต้องอาศัยเวลาในการเร่งอัตราการผลิตของโรงแครกเกอร์ MOC หลังจากเริ่มเดินเครื่องใหม่ตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค. 2556 ทั้งนี้สาเหตุที่ธุรกิจปิโตรเคมีสามารถรายงานกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาเติบโตแข็งแกร่งในขณะที่กำไรหดตัวลงนั้น เนื่องมาจากกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาส่วนใหญ่มาจากโรงแครกเกอร์โอเลฟินส์ ซึ่ง SCC มีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ประมาณ 2 ใน 3 ของหุ้นทั้งหมด ในขณะที่ธุรกิจโอเฟลินส์ปลายน้ำซึ่งบริษัทถือหุ้น 100% และธุรกิจพีวีซีที่ถือหุ้นอยู่ 91% มีกำไรทรงตัวและลดลง ตามลำดับ

ให้สังเกตว่าส่วนต่างราคา HDPE เทียบกับแนฟทาที่ขยายตัวขึ้น ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากส่วนต่างราคาเอธิลีนเทียบกับแนฟทา (ผลิตภัณฑ์ต้นน้ำ) ที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ส่วนต่างราคา HDPE เทียบกับเอธิลีน (ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ) ยังคงทรงตัวเท่าเดิม

คาดอุปสงค์ซีเมนต์อ่อนแอในช่วงครึ่งหลังของปี 2557

อุปสงค์ซีเมนต์ภายในประเทศในไตรมาส 1/57 เติบโต 4% YoY ส่งผลให้ราคาหน้าโรงงานปรับตัวสูงขึ้น 25 บาทต่อตัน มาทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 1,950-2,000 บาทต่อตัน อย่างไรก็ตามผู้บริหารมีมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มราคาซีเมนต์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 โดย SCC คาดอุปสงค์ซีเมนต์ในประเทศจะหดตัวลง เนื่องจากการอุปโภคบริโภคชะลอตัวลงและไม่มีโครงการระบบสาธารณูปโภคใหม่เพิ่มเข้ามา เราคาดว่าธุรกิจซีเมนต์จะกลับมาเติบโตแข็งแกร่งได้ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป โดยมีปัจจัยหนุนมาจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากกัมพูชา (0.9 ล้านตัน ในไตรมาส 2/58) อินโดนีเซีย (1.8 ล้านตัน ในไตรมาส 3/58) พม่า (1.8 ล้านตัน ในไตรมาส 2/59) และลาว (1.8 ล้านตัน ในไตรมาส 2/60)

ธุรกิจกระดาษยังคงชะลอตัว

ปริมาณขายบรรจุภัณฑ์กระดาษเติบโต 5% YoY ในไตรมาส 1/57 เนื่องจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคในอาเซียน (ยกเว้นประเทศไทย ที่ปริมาณขายทรงตัว) อุปสงค์สำหรับกระดาษพิมพ์เขียนยังคงอ่อนแอ ซึ่งกำไรของสายธุรกิจนี้น่าจะอยู่ในระดับนี้ต่อเนื่องในช่วงการเปลี่ยนแปลงธุรกิจตลอด 2 ปีข้างหน้า หลังจากนั้นจะเริ่มเห็นการเติบโตอีกครั้งหลังจากที่สายการผลิตของผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่มีมูลค่าสูงเริ่มเดินเครื่อง
 
คำแนะนำ :
     

คำแนะนำพื้นฐาน: ซื้อ
เป้าหมายพื้นฐาน: 490.00 บาท
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SCC : บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: มิถุนายน 13, 2014, 08:54:42 am »

BLS.SCC: เยี่ยมชมโรงงานปูนซีเมนต์ ที่แก่งคอย
วันที่เผยแพร่ : 10/06/2014
 
บทวิเคราะห์โดยสังเขป :
     ประเด็นการลงทุน
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เราได้ไปเยี่ยมชมโรงงานปูนซีเมนต์ของ SCCที่แก่งคอย ซึ่งโรงงานนี้มีกำลังการผลิต 7.3 ล้านตันต่อปี (คิดเป็น 30% ของกำลังการผลิตรวมของ SCC) การเยี่ยมชมครั้งนี้ทำให้เพิ่มความมั่นใจว่า SCCเป็นหนึ่งในหุ้นที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุนระยะยาว ไม่เพียงแต่เป็นโรงงานที่มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่เรายังเห็นความมุ่งมั่นของ SCC ที่จะสร้างความมั่นคงและยั่งยืน เราเชื่อว่าวิสัยทัศน์ทางธุรกิจที่ยั่งยืนจะหนุนให้บริษัทเติบโตในระยะยาวได้อย่างแข็งแกร่ง

โรงงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
เมื่อไปถึงโรงงานที่แก่งคอย เรารู้สึกประทับใจกับบรรยากาศโดยรอบโรงงานเป็นอย่างมาก โดยโรงงานแวดล้อมไปด้วยป่า ในขณะที่อากาศก็แทบไม่มีฝุ่น แม้ว่าเหมืองหินปูนจะอยู่ในบริเวณเดียวกันผู้จัดการโรงงานกล่าวว่าสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องอันดับแรกที่บริษัทให้ความสนใจ อย่างเช่น ถ้าหากเครื่องดักฝุ่นและควันไม่ทำงาน บริษัทจะทำการหยุดกระบวนการผลิตทั้งหมดจนกว่าเครื่องดักฝุ่นและควันจะกลับมาทำงานเป็นปกติ นอกจากนี้บริษัทยังใช้เทคนิคในการทำเหมืองหินแบบ semi-open cut เพื่อลดเสียงและฝุ่นละอองในบริเวณใกล้ที่อยู่อาศัย ส่วนเหมืองหินที่เลิกใช้แล้วก็จะทำการฟื้นฟูให้เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์

ลดต้นทุนพลังงาน
โรงงานนี้ยังสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อีกต่อเนื่อง โดยใช้เชื้อเพลิงทางเลือกมากขึ้น อาทิเช่น เชื่อเพลิงชีวภาพและของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อเทียบกับปริมาณความร้อนที่ให้เท่ากันต้นทุนเชื้อเพลิงทางเลือกจะถูกกว่าเชื้อเพลิงหลัก อย่างเช่น ถ่านหิน, ลิกไนซ์ หรือปิโตรเลียมโค๊ก ถึง 10-15%ในปี 2556 บริษัทใช้เชื้อเพลิงทางเลือกในสัดส่วน 17.1%เพิ่มขึ้นจากเพียง 6.9%ในปี 2552 ในอนาคต บริษัทพยายามที่จะใช้สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเป็น 30%

เพิ่มกำลังการผลิตอีก 6.3 ล้านตัน ในช่วง3ปีข้างหน้า
ชื่อเสียงของ SCC ในการจัดการกับสิ่งแวดล้อม ทำให้บริษัทได้รับอนุญาตที่จะสร้างและดำเนินงานโรงงานปูนซิเมนต์และเหมืองหินในต่างประเทศง่ายขึ้น โดยโรงงานปูนซีเมนต์ทั้ง 4 แห่งในประเทศเพื่อนบ้านจะหนุนกำลังการผลิตปูนซีเมนต์เพิ่มขึ้น 26% เป็น 31 ล้านตันในช่วง 3 ปีข้างหน้า ได้แก่ โรงงานปูนซิเมนต์ในประเทศกัมพูชาขนาด 0.9 ล้านตันในไตรมาส 2/58, ในประเทศอินโดนีเซียขนานด 1.8 ล้านตันในไตรมาส 3/58, ในประเทศพม่าขนาด 1.8 ล้านตันในไตรมาส 2/59 และในประเทศลาวขนาด 1.8 ล้านตันในไตรมาส 2/60 ในระยะยาวเราคาดว่า SCC จะเพิ่มกำลังการผลิตปูนซีเมนต์ใน 4 ประเทศนี้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการใช้ปูนซีเมนต์ต่อหัวในประเทศพม่าเพียง 70 กกต่อคนต่อปี, ในขณะที่ในประเทศกัมพูชาและอินโดนีเซียเท่ากับ 200 และ 250 กก.ต่อคนต่อปี ตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่าการใช้ปูนซีเมนต์ของประเทศไทยมากที่ 600 กกต่อคนต่อปี หรือประเทศเวียดนามที่ 450 กกต่อคนต่อปี 

ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของอุปสงค์ซีเมนต์
การเติบโตของอุปสงค์ปูนซีเมนต์ในปีนี้มีแนวโน้มสูงกว่าเป้าล่าสุดของ SCCที่ 0%ซึ่งอ้างอิงจากสมมติฐานที่ว่าอุปสงค์จะโต 2% YoY ในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 และลดลง 2% YoY ในช่วงครี่งหลังของปี 2557 แต่หลังจากคสช. ประกาศเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณและมีนโยบายผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เราคาดการใช้ปูนซีเมนต์จะโตขึ้น YoYในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 ดังนั้น เราจึงปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของอุปสงค์ขึ้น 2%สำหรับปี 2557 (จาก 0.5%) และ 5%ในปี 2558-2559 (จาก 3%) ส่งผลให้ประมาณการกำไรปี 2557-2558 ของเราสูงขึ้น 1%
 
คำแนะนำ :
     คำแนะนำพื้นฐาน:  ซื้อ
เป้าหมายพื้นฐาน:  490.00บาท
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SCC : บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2014, 07:02:06 am »

SCC มองแผนลงทุนปิโตรเวียดนามส่อเกินงบ
วันพุธ, 23 กรกฎาคม 2557 14:53 | พิมพ์ | อีเมล

SCC พร้อมสรุปเงินลงทุนปิโตรคอมเพล็กซ์เวียดนามในปีนี้ มองแนวโน้มสูงกว่าที่ประเมินไว้เบื้องต้น 4.5 พันล้านดอลล์

นายกานต์ ฮุนตระกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)คาดว่าจะสรุปวงเงินลงทุนในโครงการปิโตรคอมเพล็กซ์ในเวียดนามภายในสิ้นปีนี้หลังจากที่ทยอยให้ผู้รับเหมาเข้ามาประกวดราคาโครงการดังกล่าวรวมทุกส่วนงานแล้ว ซึ่งขณะนี้มีแนวโน้มว่าวงเงินลงทุนอาจจะสูงกว่าเดิมที่ประเมินไว้เบื้องต้น 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากราคาเครื่องจักรปรับสูงขึ้น เป็๋นผลจากสหรัฐได้มีการลงทุนโครงการ Shale Oil และ Shale Gas ทำให้มีความต้องการเครื่องจักรมากขึ้น

ส่วนการวางแผนใช้เงินกู้สถาบันการเงินในโครงการนี้(Project finance)อาจต้องเลื่อนไปสรุปในต้นปีหน้า เนื่องจากโครงการนี้มีขนาดใหญ่และต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก โดยหากได้ตัวเลขวงเงินลงทุนชัดเจนภายในปีนี้แล้ว ก็จะพิจารณาในขั้นตอนการจัดหาวงเงินลงทุน ซึ่งมาจากเงินกู้และเงินทุนว่าจะมีสัดส่วนอย่างไร โดยธนาคารสุมิตโตโม เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ถือหุ้นในโครงการนี้ยังเหมือนเดิมที่จะร่วมทุนในบริษัท ลองเซิน ปิโตรเคมิคอลลส์ จำกัด (Longson Petrochemicals Co.,Ltd.) ทั้งนี้ ผู้ร่วมทุนในโครงการดังกล่าว ได้แก่ ปิโตรเคมีเวียดนาม การ์ต้าปิโตรเลียม อินเตอร์เนชั่นแนล และ SCC โดยโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในเวียดนาม ตั้งอยู่ที่เมืองลองเซินทางใต้ของเมืองโฮจิมินห์ ใช้พื้นที่ กว่า 400 เฮกตาร์ คาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จและเริ่มผลิตได้ในปี 59
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SCC : บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: กรกฎาคม 31, 2014, 10:49:22 pm »

BLS.SCC: แนวโน้มหดตัวในครึ่งหลัง
วันที่เผยแพร่ : 31/07/2014
 
บทวิเคราะห์โดยสังเขป :
     ประเด็นการลงทุน
เรามีมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มกำไรของ SCC ในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 มากขึ้นหลังเข้าร่วมประชุมนักวิเคราะห์หลังประกาศผลประกอบการเมื่อวานนี้ โดยธุรกิจปิโตรเคมีอาจไม่เติบโตอย่างที่เราคาด ในขณะที่ธุรกิจกระดาษอาจมีการสะดุดจากการปิดซ่อมบำรุง เราได้ปรับลดประมาณการกำไรปี 2557 ลง 12% เป็น 32 พันล้านบาท ส่งผลให้ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2557 ลดลงจาก 490 บาทเป็น 466 บาท และเปลี่ยนคำแนะนำจาก ซื้อ เป็น ถือ เราเชื่อว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะกลับเข้าซื้อหุ้น SCC อีกครั้งจะเป็นช่วงปลายไตรมาส 4/57 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ธุรกิจทุกหน่วยจะกลับมาเติบโตแข็งแกร่งในไตรมาส 1/58

สรุปไตรมาส 2/57
SCC ประกาศผลกำไรสุทธิไตรมาส 2/57 ที่ 8.5 พันล้านบาท ลดลง 14% YoY แต่เพิ่มขึ้น 2% QoQ ซึ่งผลการดำเนินงาน YoY ที่อ่อนตัวเกิดจากกำไรที่ต่ำลงจากธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจกระดาษ มีเพียงธุรกิจซีเมนต์ที่รายงานผลกำไรเติบโต YoY หนุนจากราคาซีเมนต์ที่ปรับตัวขึ้น ด้านกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น QoQ นั้นมีปัจจัยจากเงินปันผลรับจากโตโยต้า ซึ่งกลบผลประกอบการที่แย่ลงของทุกกลุ่มธรกิจได้ทั้งหมด

ธุรกิจปิโตรเคมีอาจไม่มีการเติบโตในไตรมาส 3/57
แม้สายผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์จะมีผลการดำเนินงานดีขึ้น หนุนจากปริมาณและส่วนต่างราคาที่สูงขึ้น แต่อัตรากำไรจากธุรกิจพีวีซีและส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจอื่นๆ (BD และ PTA เป็นหลัก) กลับฉุดกำไรจากธุรกิจปิโตรเคมีลง 14% YoY และ 9% QoQ เป็น 2.3 พันล้านบาทในไตรมาส 2/57 นอกจากนี้ เรามองว่ากำไรจากธุรกิจดังกล่าวจะยังคงไม่ดีขึ้นในไตรมาส 3/57 อย่างที่เราคาดไว้ก่อนหน้า แม้ว่าปกติแล้วช่วงปลายไตรมาสที่ 3 จะเป็นช่วงไฮซีซั่นสำหรับสายผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ก็ตาม การปิดซ่อมบำรุงของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ PTT และโรงงานของหน่วย PTTGC จะส่งผลให้ SCC ต้องนำเข้าก๊าซ LPG และเอทิลีนที่ราคา Spotดังนั้นส่วนต่างราคาจริงจึงน่าจะอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ

ธุรกิจซีเมนต์คาดตกต่ำที่สุดในไตรมาส 3/57
อุปสงค์ซีเมนต์ในประเทศไตรมาส 2/57 ทรงตัว YoY ในขณะที่ราคาหน้าโรงงานยังคงอยู่ในระดับ 1,950-2,000 บาทต่อตัน เพิ่มขึ้น 5% YoY SCC คาดว่าอุปสงค์จะหดตัวราว 3% YoY ในไตรมาส 3/57 เนื่องด้วยโครงการก่อสร้างในปัจจุบันกำลังจะแล้วเสร็จ ในขณะที่ครงการใหม่ๆยังไม่ได้เริ่ม อุปสงค์น่าจะฟื้นตัวในไตรมาส 4/57 ด้วยอัตราการเติบโต 0-1% YoY (5-6% QoQ) ส่วนด้านอุปสงค์วัสดุก่อสร้างนั้น คาดว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง YoY ในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 โดยเราคาดว่าจะฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 1/58

ธุรกิจกระดาษถูกกดดันจากอัตรากำไรที่อ่อนตัวและการปิดซ่อมบำรุง
กำไรจากธุรกิจกระดาษในไตรมาส 2/57 ลดลง 14% YoY เป็น 887 ล้านบาท โดยมีปัจจัยจากราคากระดาษที่ต่ำลงและค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้น เรามองว่าราคากระดาษพิมพ์เขียนจะลดลงอีกในไตรมาส 3/57 จากปัจจัยทางฤดูกาล ในขณะที่อัตรากำไรจากกระดาษบรรจุภัณฑ์คาดต่ำลงจากราคาเศษกระดาษที่ปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้การปิดซ่อมบำรุงของโรงงานหน่วยธุรกิจจะเป็นปัจจัยกดดันหลักต่อกำไรของธุรกิจกระดาษในไตรมาส 3/57
 
คำแนะนำ :
     คำแนะนำพื้นฐาน:  ถือ
เป้าหมายพื้นฐาน:  466.00บาท
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SCC : บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: กันยายน 02, 2014, 02:00:32 pm »

BLS.SCC-GLOBAL: ร่วมทุนเพื่อบุกตลาดอาเซียน
วันที่เผยแพร่ : 01/09/2014
 
บทวิเคราะห์โดยสังเขป :
     มีอะไรใหม่
SCC และ GLOBAL จะทำการร่วมลงทุนตั้งกิจการใหม่ Global House International (GHI) ในสัดส่วน 50:50 เพื่อขยายธุรกิจค้าปลีกสู่ตลาดอาเซียน โดยเป้าหมายแรกสำหรับการเจาะตลาดได้แก่ประเทศพม่า กัมพูชา และลาว ในขณะที่เป้าหมายต่อไปจะเป็นประเทศอินโดนีเซีย ทั้ง SCC และ GLOBAL จะได้รับส่วนแบ่งส่วนแบ่งกำไรตามวิธีส่วนได้เสียจาก GHI
รูปแบบร้านค้าจะเหมือนกับสาขา GLOBAL ในประเทศไทย และอาจใช้แบรนด์ Global House สำหรับตัวร้าน ผู้บริหารกล่าวว่าหากการดำเนินงานเป็นไปตามแผน GHI น่าจะสามารถเปิดสาขาแรกในประเทศพม่าได้ในปีหน้า

เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม
ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ที่ขายวัสดุก่อสร้างน่าจะเหมาะสมกับสภาพตลาดในประเทศพม่า กัมพูชา และลาวมากกว่าร้านค้าปลีกสมัยใหม่ประเภทอื่นๆ เนื่องจากในประเทศเหล่านี้ การพัฒนาอสังหาฯและโครงสร้างพื้นฐานยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้น เราเชื่อว่าการเข้าเปิดตลาดก่อนคู่แข่งจะสร้างความได้เปรียบให้กับบริษัทในระยะยาว ดังนั้นธุรกิจจึงน่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

Neutral ต่อ SCC แต่เป็นลบต่อ GLOBAL ในระยะสั้น
เราคาดว่าGHI จะมีผลขาดทุนไปอีกอย่างน้อย 3-4 ปี ขึ้นอยู่กับว่า GHI จะขยายสาขาใหม่มากแค่ไหน ผลขาดทุนจะส่งผลกระทบเชิงลบเพียงเล็กน้อยต่อกำไรของ SCC เนื่องจากสัดส่วนของ GHI ถือว่ามีขนาดเล็ก แต่จะกระทบต่อกำไรของ GLOBAL ค่อนข้างมาก เหมือนกับกรณีที่ HMPROเข้าไปขยายสาขาในมาเลเซีย นอกจากนี้หาก GHI ต้องการที่จะขยายสาขาให้รวดเร็วก่อนที่คู่แข่งรายอื่นจะเข้าไป แต่ด้วยฐานเงินทุนขนาดเล็กของ GLOBAL อาจทำให้บริษัทจำเป็นต้องทำการเพิ่มทุนหรือลดสัดส่วนใน GHI ลง
 
คำแนะนำ :
     
SCC
คำแนะนำพื้นฐาน:  ถือ
เป้าหมายพื้นฐาน:  466 บาท
 
GLOBAL
คำแนะนำพื้นฐาน:  ขาย
เป้าหมายพื้นฐาน:  11.80 บาท
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SCC : บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: กันยายน 03, 2014, 06:29:38 pm »

ยึดสัมปทานเหมืองหินแขวงคำม่วน ทุนลาวผนึกเอสซีจีเท1.4หมื่นล.โรงงานปูนซีเมนต์

updated: 02 ก.ย. 2557 เวลา 14:00:54 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เอสซีจีร่วมลงทุนบริษัทแสงมณีฯสร้างโรงงานผลิตปูนซีเมนต์แห่งใหม่ในแขวงคำม่วน สปป.ลาว มูลค่าการลงทุนกว่า1.4 หมื่นล้านบาท กำลังการผลิต 1.8 ล้านตันต่อปี คาดเริ่มเดินเครื่องผลิตได้ภายในไตรมาสที่ 2/2560 ระบุความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในลาวสูงมากไม่ต่ำกว่า 4 ล้านตันต่อปี บิ๊กโปรเจ็กต์กว่า 150 เขื่อน

นายทอมมี่ ลิม รองประธานกลุ่มบริษัท ลาว-ไชน่า เบส จำกัด (Lao-China Base Group) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กลุ่มบริษัท ลาว-ไชน่า เบส ดำเนินธุรกิจหลายประเภทใน สปป.ลาว เช่น 1. กลุ่มพลังงาน มีโรงงานกลั่นน้ำมัน และโรงงานไฟฟ้า 2. กลุ่มวัสดุก่อสร้าง มีโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ 3. กลุ่มเหมืองแร่มีเหมืองแร่ทองคำ 2 แห่ง ได้แก่ เหมืองแร่แบไรท์ และเหมืองแร่เหล็ก และ 4. กลุ่มโรงพยาบาล

ล่าสุด มีโครงการลงทุนสร้าง โรงงานปูนซีเมนต์ใน สปป.ลาวเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งจะทำให้อาเซียนมีตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน มีกาเคลื่อนย้ายสินค้า, บริการ, การลงทุน, เงินทุน และแรงงานมีฝีมืออย่างเสรี นอกจากนี้จะมีนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนใน สปป.ลาวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมก่อสร้าง เนื่องจาก สปป.ลาวอยู่ในยุคเร่งด่วนของการสร้างและพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ทำให้มีความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในปริมาณเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัท ลาว-ไชน่า เบส ได้สรรหาผู้ร่วมทุนไทยที่มีศักยภาพสูงเพื่อมาร่วมลงทุนก่อสร้างโรงงานปูนและ จำหน่ายปูนซีเมนต์แบบครบวงจร สามารถเพิ่มกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการใน สปป.ลาว และตลาดเออีซีด้วย ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท แสงมณี ขาเข้า-ขาออก จำกัด บริษัทในเครือกลุ่มลาว-ไชน่า เบส กับบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG โดยได้ร่วมลงนามการร่วมทุนเมื่อปลายปี 2556 ที่ผ่านมา

ด้านนายสถาพร สุรพัฒน์ ผู้บริหารระดับสูง กลุ่มบริษัท ลาว-ไชน่า เบส เปิดเผยถึงความคืบหน้าการก่อสร้างโรงงานปูนซีเมนต์ว่า ขณะนี้บริษัทได้รับสัมปทานเหมืองหินในพื้นที่เมืองมหาไชย แขวงคำม่วน สปป.ลาวเรียบร้อยแล้ว ซึ่งโรงงานปูนซีเมนต์แห่งใหม่นี้ตั้งอยู่ที่ บ้านโพวา เมืองมหาไชย แขวงคำม่วน มีมูลค่าการลงทุน 1.4 หมื่นล้านบาท มีกำลังการผลิตประมาณ 1.8 ล้านตันต่อปี คาดว่าจะเริ่มทำการผลิตได้ภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2560 เพื่อรองรับความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ที่เพิ่มขึ้น

ปัจจุบันความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ใน สปป.ลาวสูงมาก โดยมีปริมาณไม่ต่ำกว่า4 ล้านตันต่อปี และมีแนวโน้มความต้องการใช้ปูนซีเมนต์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ีมีโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ใน สปป.ลาว จำนวน 11 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 3 ล้านตันต่อปี แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ เนื่องจากมีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ต้องการใช้ปูนซีเมนต์เป็นจำนวนมาก หลายโปรเจ็กต์ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการก่อสร้างถนนหลายสาย โครงการก่อสร้างเขื่อนน้ำอู1-5 โครงการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีโครงการการก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบางเขื่อนน้ำ เทินเขื่อนสานะคาม และเขื่อนต่างๆ อีกกว่า 150 เขื่อน

นอกจากนี้ ยังมีโครงการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่อีกหลายโครงการในนครหลวงเวียงจันทน์ (โครงการเมืองใหม่ของจีน) ซึ่งในแต่ละปี สปป.ลาวจะมีความต้องการปูนซีเมนต์เพิ่มขึ้นปีละ 20-30%

"แม้จะเป็นโรงงานใหม่แต่ด้วยคุณภาพปูนซีเมนต์ในแบรนด์ของ SCG ซึ่งมีคุณภาพมาตรฐานสูง และครองใจลูกค้ามานาน จึงทำให้เราเหนือกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ" นายสถาพรกล่าว
บันทึกการเข้า