เว็บบอร์ดหุ้น และการลงทุน

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

SMF - Just Installed!



ผู้เขียน หัวข้อ: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)  (อ่าน 34901 ครั้ง)

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2013, 12:22:06 pm »

SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)

ชื่อบริษัท    บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
ที่อยู่    เลขที่ 333/20 ซอยสุขุมวิท 55 (ทองหล่อ) ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม.
เบอร์โทรศัพท์    0-2712-9501-5
เบอร์โทรสาร    0-2712-7383-4

นโยบายการจ่ายปันผล:
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิหลังจากหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และสำรองตามกฎหมาย (โดยมีเงื่อนไขเพิ่มเติม)

เว็บไซต์    http://www.spcg.co.th
กราฟ และข้อมูล http://www.ruayhoon.com/stock/SPCG/

SPCG Company profile
 
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2013, 12:23:08 pm »

ผลประกอบการ 2013 Q3

สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อย (F45-3)                     
บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)

(หน่วย : พันบาท)
งบการเงินรวม                     
ไตรมาสที่ 3 งวด 9 เดือน
สอบทาน สอบทาน
สิ้นสุดวันที่                       30 กันยายน 30 กันยายน
ปี                       2556 2555 2556 2555
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                      96,892 21,309 300,750 36,492
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                      0.153 0.038 0.515 0.067
ต่อหุ้น (บาท)                     


งบการเงินเฉพาะกิจการ                     
ไตรมาสที่ 3 งวด 9 เดือน
สอบทาน สอบทาน
สิ้นสุดวันที่                       30 กันยายน 30 กันยายน
ปี                       2556 2555 2556 2555
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                      (17) (5,869) (890) (14,358)
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                      (0.00003) (0.01) (0.002) (0.026)
ต่อหุ้น (บาท)                     
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2013, 02:25:46 pm »

SPCG1


SPCG2
   
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2013, 04:58:39 pm »

กูรูแนะโยกซื้อBCPแทนSPCG
ส่อล้มแผนตั้งIFF-ลดเป้่ารายได้
วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน 2556 เวลา 10:22:23 น.
ผู้เข้าชม : 589 คน

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) แนะนำ Switch ออกจาก SPCG ไปลงทุนใน BCP แทน โดยระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ (14 พ.ย.) ว่ามีรายงานข่าวว่า SPCG อาจล้มแผนการออกกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เพราะต้นทุนการออกกองทุนอยู่ที่ประมาณ 7-8% สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารที่ประมาณ 5%
บริษัทกำลังเร่งหาวิธีระดมทุนใหม่ใน 1Q57 เพื่อปลดล็อกเงินไขเดิมที่ไม่ให้บริษัทจ่ายปันผลจากกำไรที่เกิดขึ้นในปี 56 โดยในเบื้องต้นกำลังพิจารณาเรื่องการออกหุ้นกู้ และเพิ่มทุน PP

รายได้ปี 56 ต่ำกว่าเป้าหมาย ผู้บริหารกล่าวว่ารายได้รวมปีนี้จะอยู่ที่ 2.4 พันล้านบาท น้อยกว่าเป้าหมายเดิมที่ 2.5-2.6 พันล้านบาท เพราะการจ่ายไฟของโครงการโซลาร์ฟาร์มทำได้ 30 โครงการ จากเดิมที่คาดว่าจะจ่ายได้ 36 โครงการ เพราะมีความล่าช้าในการขอใบอนุญาตและการหาที่ดินในการก่อสร้าง สำหรับปี 57 คาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดเป็น 5 พันล้านบาท (ไม่รวมกรณีที่รัฐบาลเพิ่มปริมาณโซลาร์รูฟ) สำหรับการลงทุนต่างประเทศ บริษัทกำลังศึกษาร่วมทุนทำธุรกิจโซลาร์รูฟและให้บริการออกแบบวิศวกรรม & ก่อสร้างโซลาร์ฟาร์มครบวงจรในซาอุดิอาระเบีย ซึ่งคาดว่าจะเข้าไปดำเนินการได้เร็วๆนี้ ส่วนที่อินเดียและพม่ายังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาด้านกฎหมาย

ความเห็นเชิงกลยุทธ์ Retail Research : ความล่าช้าของการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ & การซื้อที่ดินรวมทั้งรูปแบบการระดมทุนของบริษัทเปลี่ยนแปลงไป ทำให้คาดว่ารายได้และกำไรในปี 56-57 จะต่ำกว่าที่ฝ่ายวิจัยฯ DBSV เคยประมาณการไว้ นอกจากนั้นหากบริษัทมีการเพิ่มทุน PP ในไตรมาส 1/57 ก็จะมี Dilution เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นเท่าไร ด้านปันผลก็ยังไม่สามารถจ่ายได้จนกว่าจะปรับโครงสร้างด้านเงินทุนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในเชิงกลยุทธ์ จึงแนะนำให้ชะลอการลงทุนใน SPCG ก่อนสำหรับหลักทรัพย์ที่เกี่ยวกับโซลาร์ฟาร์มและจะมีรายได้ส่วนนี้เพิ่มขึ้นจนเป็น Key growth ในปี 57 คือ BCP ทั้งนี้ BCP มีแผนเริ่มดำเนินงานโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เฟส 3 (48 เมกะวัตต์) ในราวกลางปี 57 รวมทั้งจ่ายปันผลดี คาดการณ์ Dividend Yield ปี 56-57 ไว้ที่ 5.5% และ 6.2% ตามลำดับ แนะนำให้ Switch จาก SPCG ไปลงทุนใน BCP แทน (BCP: แนะนำซื้อ ราคาพื้นฐาน BCP อยู่ที่ 44 บาท มี Upside จากราคาปิดวานนี้ที่ 33 บาท อยู่ 33%)

โดยระบุว่า การเติบโตของกำไรหลักของ BCP ในปีนี้มาจากการใช้กำลังการผลิตของโรงกลั่นสูงขึ้น โดยคาดว่าจะอยู่ที่ 100kbd เทียบกับ 70kbd ปี 55 คาดว่าธุรกิจโซลาร์ฟาร์มจะทำรายได้เพิ่มขึ้นในปี 57 และหนึ่งใน Key growth ในปี 57 ของบริษัท ทั้งนี้ BCP มีแผนเริ่มดำเนินงานโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เฟส 3 (48 เมกะวัตต์) ในราวกลางปี 57 รวมทั้งจ่ายปันผลดี คาดการณ์ Dividend Yield ปี 56-57 ไว้ที่ 5.5% และ 6.2% ตามลำดับ แนะนำซื้อ เราชอบหุ้น BCP แม้ว่าค่าการกลั่นในปัจจุบันยังคงมีความอ่อนแอ แต่ความสามารถในการทำกำไรมีเสถียรภาพมากกว่าผู้ประกอบการโรงกลั่นรายอื่น ขณะที่ EBITDA ที่มาจากธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และธุรกิจการตลาดยังสูงขึ้นต่อเนื่อง ให้ราคาพื้นฐาน 44 บาท โดยอิงกับ EV/EBITDA ปี 57 ที่ 7.0 เท่า ซึ่งเทียบเท่ากับ P/BV 1.5 เท่า (ROE : 18.4%) และ P/E 8.6 เท่าในปี 57 ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นอื่นที่อยู่ในกลุ่มโรงกลั่นและกลุ่มปิโตรเคมี

ที่มา Kaohoon.com
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2013, 08:57:18 pm »

OPPDAY SPCG Q3 2013

SPCG OPPDAY
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 18, 2013, 08:58:54 pm โดย admin »
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2013, 09:36:27 pm »

บล.ธนชาต : SPCG แนะนำซื้อ TP Bt 32.00
  
SPCG จะพลิกโฉบใหม่ในปี 2014 เมื่อทั้ง 36 โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เริ่ม COD ด้วยมี ROE เพิ่ม 2 เท่าเป็น 42% แม้กำไรจะถูกปรับลดเพราะความล่าช้าในการเริ่มดำเนินงานของ 6 โครงการออกไปหนึ่งไตรมาสแต่ SPCG ยังน่าจะมีกำไรที่เติบโตแข็งแกร่งที่สุด และซื้อขายที่ PE ที่ต่ำสุดที่9.6 เท่า เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นในกลุ่มฯ ในปี 2014 เรายังคงแนะนำ “ซื้อ”  

ยังคงมีกำไรแข็งแกร่งที่สุดในปี 2014 เมื่อเทียบกับบริษัทผลิตไฟฟ้าอื่นเราเชื่อว่าการลดลงของราคาหุ้น SPCG ในปัจจุบันได้สะท้อนปัจจัยเหล่านี้ไปแล้วได้แก่
1) ความล่าช้าของแผนการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และ
2) ความล่าช้าของการเริ่มดำเนินงานของ 6 โครงการออกไปหนึ่งไตรมาสสู่ช่วง 1Q14 และ3) การยกเลิกดีลการร่วมทุนกับ WHA ในโครงการโซล่าร์รูฟ เราเห็นผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากปัจจัยเหล่านี้ที่มีต่อกำไรและมูลค่า DCF ปี 2013-14 เราคาดว่าธุรกิจของ SPCG จะดีขึ้น ด้วยโครงการโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ (สุทธิ228MW) ทั้ง 36 โครงการ ซึ่งเริ่มใน 2014 ได้รับ adder สูงสุดที่ 8.00 บาท

เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยมีราคาเป้าหมาย DCF ที่ 32 บาท/หุ้น แม้กำไรจะถูกปรับลงแต่ SPCG ยังคงน่าจะมีกำไรที่เติบโตแข็งแกร่งที่สุด และซื้อขายที่ PE ที่ต่ำที่สุดที่9.6 เท่า ในปี 2014 เทียบกับบริษัทผลิตไฟฟ้าอื่นที่ 26% และ 13.2 เท่า6 โครงการเริ่มดำเนินงาน COD ล่าช้าไปหนึ่งไตรมาส  ณ สิ้น 3Q13, 23 โครงการ กำลังการผลิตสุทธิ 131MW ของ SPCG เริ่ม CODและบริษัทฯ คาดว่าอีก 7 โครงการ (52MW) จะเริ่ม COD เร็วๆ นี้

ใน 4Q13 เราคาดว่า 6 โครงการสุดท้าย (45MW) มีแนวโน้มที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในสิ้นปี2013 แต่น่าจะต้องใช้เวลา 1-3 เดือนกว่าจะได้รับใบอนุญาตโรงงาน ดังนั้นปัจจุบันเราจึงสมมติให้โครงการเหล่านี้เริ่ม COD ล่าช้าออกไปหนึ่งไตรมาสสู่ช่วง 1Q14และเมื่อรวมกับความล่าช้าของแผนจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (IFF) จากสมมติฐานเดิมของเราใน 4Q13 เราจึงปรับลดประมาณการกำไรปี 2013-14 ของเราลงราว 17% และ 8.5%กำลังพิจารณาเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ  

SPCG กำลังพิจารณาทางเลือกอื่นๆ ในการระดมเงินทุนเพื่อนำมาชำระหนี้สินระยะสั้นอัตราดอกเบี้ยสูง 3.3 พันลบ. (9-10% เทียบกับ MLR ปัจจุบันที่ 7.25%)เนื่องจากผู้ให้กู้ไม่อนุญาตให้เงินที่ได้จาก IFF นำมาชำระหนี้อัตราดอกเบี้ยสูงก่อนแต่ SPCG ยังคงดำเนินแผน IFF ต่อไป บริษัทฯ กำลังพิจารณาที่จะเสนอขายหุ้นกู้ขายสินทรัพย์ให้แก่พันธมิตรทางการค้า ออกหุ้นใหม่ให้บุคคลในวงจำกัด และ/หรือประชาชนทั่วไป

เราชอบวิธีการขายสินทรัพย์เข้า IFF หรือให้พันธมิตรทางการค้ามากกว่า เนื่องจากจะช่วยแก้ปัญหาอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่สูงของบริษัทฯ ซึ่งเราคาดว่าจะสูงสุดที่ 5 เท่า ใน 1Q14 และทำให้ดอกเบี้ยจ่ายลดลงโดยไม่เกิด dilution

ยกเลิกการร่วมทุนในโครงการโซล่าร์ รูฟท็อป – ไม่ใช่เรื่องใหญ่  SPCG เพิ่งประกาศยุติการร่วมทุน 25% กับ WHA ในการพัฒนาโครงการโซล่าร์รูฟท็อปขนาด 7MW SPCG อ้างว่าทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันในเงื่อนไขการลงทุน เนื่องจากเราไม่เคยส่วนแบ่งกำไรจากโครงการร่วมทุนนี้ในประมาณการดังนั้นจึงไม่ส่งผลกระทบต่อมูลค่าของเรา เช่นเดียวกับบริษัทอื่น SPCG ยังมองหาโอกาสในการเติบโตจากโครงการโซล่าร์รูฟท็อปชุมชนขนาด 800MW มูลค่าตลาดราว 53 พันลบ. ซึ่งคาดว่ารัฐบาลจะเสนอโครงการในปีหน้า นอกจากนี้ SPCG ยังกำลังจะร่วมทุนกับ Kyocera และพันธมิตรท้องถิ่นในซาอุดีอาระเบียเพื่อพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์อีกด้วย ซึ่งเรายังไม่รวม upside นี้ในประมาณการ

SUPANNA SUWANKIRD
662 – 617 4900Supanna.suw@thanachartsec.co.th


เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล อีเมล์. reporter@efinancethai.com
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2013, 10:44:09 am »

SPCG เข้าถือหุ้นใน SPR เพิ่มเป็น 76% จากเดิม 30% เดินหน้ารุกโซลาร์รูฟ

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -9 ธ.ค. 56 9:24: น.

  บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG รายงานว่า บริษัทฯ ได้เข้าซื้อหุ้นสามัญ บริษัท โซล่า เพาเวอร์ รูฟ จำกัด หรือ SPR (SPCG ถือหุ้น 30%) จากนางสาววันดี กุญชรยาคง จำนวน 1.84 ล้านหุ้น ที่ราคา 100 บาท/หุ้น รวมมูลค่า 184 ล้านบาท ภายหลังการทำรายการ บริษัทฯ จะเข้าถือหุ้นใน SPR รวมจำนวน 3,040,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 76 ของทุนจดทะเบียน จากเดิมซึ่งถือหุ้นอยู่ร้อยละ 30   เหตุผลที่ทำรายการดังกล่าว เนื่องจาก SPR ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 30 ของทุนจดทะเบียนจะดาเนินการจัดโครงสร้างธุรกิจใหม่เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและรองรับการเติบโตของบริษัท SPR รวมถึงเพื่อให้โครงสร้างธุรกิจใหม่เป็นไปตามแผนงานของบริษัท   

ทั้งนี้ นางสาววันดี กุญชรยาคง เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ซึ่งถือหุ้นในบริษัทฯ รวมกับ ผู้ที่เกี่ยวข้องร้อยละ 54.34 และถือหุ้นใน SPR ร้อยละ 55 และดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ในบริษัทฯ และเป็นประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใน SPR   

อนึ่ง SPR ดำเนินธุรกิจพัฒนาการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านเรือน อาคารธุรกิจขนาดเล็ก และธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ โรงงานอุตสาหกรรมและอื่นๆ


เรียบเรียง โดย ชัชชญา อังคุลี อีเมล์. chatchaya@efinancethai.com
อนุมัติ โดย ดาริน ปริญญากุล
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: ธันวาคม 19, 2013, 08:10:17 pm »

SPCG คาดปี 57 รายได้โตเท่าตัวเป็น 5 พันลบ.หลังเปิดโซลาร์ฟาร์มครบ 36 โรง

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พุธที่ 18 ธันวาคม 2556 15:32:35 น.

บมจ.เอสพีซีจี (SPCG) คาดว่ารายได้ปี 57 จะเติบโตเท่าตัวเป็นราว 5 พันล้านบาท หลังเปิดโซลาร์ฟาร์มเดินเครื่องครบ 36 โรงตามแผนงานที่กำหนดไว้ ส่วนความคืบหน้าของการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานพลังงานแสงอาทิตย์เอสพีซีจี(SPCGIF) คาดว่าจะเสนอขายหน่วยลงทุนได้ภายในไตรมาส 1/57

นางสาววันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SPCG คาดว่า รายได้ปี 57 จะเติบโตเท่าตัวหรือ 100% จากปีนี้คาดว่าจะทำได้ราว 2.5 พันล้านบาท โดยยังไม่รวมรายได้อื่น เนื่องจากในปีหน้าบริษัทจะสามารถเดินเครื่องผลิตและจ่ายไฟจากโรงไฟฟ้าพลังานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม)ได้ครบ 36 แห่ง จากปีนี้ที่เริ่มจ่ายไฟฟ้าไปได้ 23-24 แห่ง และจะจ่ายไฟฟ้าได้ครบทั้งหมดในไตรมาส 1/57 ซึ่งส่วนใหญ่จะรับรู้รายได้เต็มปี

อนึ่ง ในปี 55 บริษัทรายได้อยู่ที่ 1.2 พันล้านบาท
"ปี 56 รายได้ใกล้เคียงตามแผนที่ 2.5 พันล้านบาท ปีหน้าเราโต 100% เป็นไปตามแผนธุรกิจที่วางไว้ และเราจะจ่าย dividend"นางสาววันดี กล่าว

ส่วนความคืบหน้าในการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน SPCGIF มูลค่า 5.5-5.6 พันล้านบาท คาดว่าจะสามารถเสนอขายหน่วยลงทุนได้ภายในไตรมาส 1/57 เพื่อนำไปใช้หนี้ทั้งหมด ทั้งเงินกู้ส่วนทุน 3.3 พันล้านบาท และที่เหลือคืนหนี้เงินกู้โครงการ โดยบริษัทจะนำรายได้จากสัญญาขายไฟฟ้าของโซลาร์ฟาร์ม 7 โรง ระยะเวลา 10 ปีขายให้เป็นสินทรัพย์ของกองทุน

อินโฟเควสท์ โดย เสาวลักษณ์ อวยพร/รัชดา/ศศิธร โทร.02-2535000 ต่อ 345 อีเมล์: sasithorn@infoquest.co.th--
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2013, 09:49:01 am »

กกพ.สั่งเลื่อนโซลาร์รูฟท็อป1เดือน

วันที่ 20 ธันวาคม 2556 15:22
กกพ.ใช้อำนาจบริหารเลื่อนโครงการโซลาร์รูฟท็อป ออกไปอีก 1 เดือน หลังนายกฯยังไม่กำหนดวันประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

นายกวิน ทังสุพานิช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เปิดเผยว่า ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ที่ผ่านมา ถึงการแก้ไขปัญหาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา(โซล่าร์รูฟท็อป) ที่จะต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเชิงพาณิชย์(ซีโอดี)ภายในวันที่31 ธันวาคม 2556 ตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า ทาง กกพ.ได้ใช้อำนาจในการบริหารเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ตามที่กฏหมายกำหนด ในการผ่อนผันระยะเวลาการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิ์ในตามโครงการออกไปจากเดิม เป็นระยะเวลา 30วัน เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ มีปัญหาในทางปฏิบัติ อันเกิดจากกฏระเบียบของหน่วยงานของรัฐ ทั้งในส่วนของกฏหมายผังเมือง และการต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานหรือ(ร.ง.4) ประกอบการอุปกรณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับโครงการโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศหลายรายการ เกิดขาดตลาด จึงไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ทัน

นายกวิน กล่าวว่า กกพ.ได้รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นมาได้ระยะหนึ่งแล้ว และเห็นว่าไม่ใช่ความผิดของผู้ประกอบการ จึงมีการนำประเด็นปัญหาเสนอต่อกระทรวงพลังงาน และ กพช. เพื่อขอขยายกรอบระยะเวลาการจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเชิงพาณิชย์ (ซีโอดี) ออกไปเป็นปี2557 แต่เนื่องจากมีปัญหาทางการเมืองและรัฐบาลประกาศยุบสภาไปเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ นายกรัฐมนตรี ยังไม่มีการเรียกประชุม กพช. เพื่อแก้ไขมติเดิม จึงทำให้ กกพ. ต้องใช้อำนาจบริหาร ที่มีอยู่ ตามที่กฏหมายให้ดำเนินการได้ ในการผ่อนผันระยะเวลา การจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบออกไปก่อน

"ผู้ประกอบการทั้งในส่วนที่เคยมีสิทธิ์ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาโรงงาน อาคาร และบ้านที่อยู่อาศัย จะยังคงได้รับสิทธิ์นั้น ไปเรื่อยๆจนกว่า จะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารงาน และมีการตั้งคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ขึ้นมาเพื่อแก้ไขมติเดิม และคณะรัฐมนตรีมีการแก้ไขกฏหมายผังเมือง และ เรื่อง ร.ร. 4 ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินโครงการ โดย กกพ.จะใช้อำนาจบริหาร ในการผ่อนผัน โครงการเป็นระยะ เพราะเห็นแล้วว่า ปัญหาอุปสรรคที่ทำให้โครงการไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้ทันตามกำหนด ไม่ใช่ความผิดของผู้ประกอบการ"นายกวิน กล่าว

สำหรับโครงการโซล่าร์รูฟท็อป ที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะรับซื้อไฟฟ้า ตามเป้าหมายจำนวน 200เมกะวัตต์ นั้น ภายหลังจาก 2 การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการโซล่าร์รูฟท็อปทั้ง 7,521 ราย แยกเป็น ประเภทบ้านอยู่อาศัย 6,040 ราย และประเภทธุรกิจและโรงงาน 1,481 รายแล้วนั้น ขณะนี้ผู้ที่ผ่านการคัดเลือก ได้ทยอยเดินทางมาติดต่อขอใบอนุญาตต่างๆจาก กกพ.แล้วทั้งสิ้น 7,058.52 กิโลวัตต์ แยกเป็นประเภทอาคารธุรกิจ 7,034.02 กิโลวัตต์ และกลุ่มบ้านอยู่อาศัย 24.50 กิโลวัตต์ ซึ่งในส่วนของธุรกิจและโรงงานนั้น มีความต้องการที่จะเสนอขายไฟฟ้า สูงกว่าเป้าหมาย ที่รัฐตั้งไว้ ประมาณ 6-7เท่า ในขณะที่กลุ่มบ้านที่อยู่อาศัย ยังต่ำกว่าเป้าหมาย

http://www.bangkokbiznews.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 23, 2013, 09:50:54 am โดย admin »
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: มกราคม 02, 2014, 09:51:10 pm »

SPCG เผยความคืบหน้าร่วมทุนกับพันธมิตรซาอุฯ อยู่ในขั้นตอนจดทะเบียนร่วมทุนจัดตั้งบริษัท

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -23 ธ.ค. 56 16:30 น.

  นางสาวออมสิน ศิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG เปิดเผยกับ " สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ถึงความคืบหน้าของแผนการร่วมทุนกับพันธมิตรในประเทศซาอุดิอาระเบีย เพื่อร่วมรับงานออกแบบ ติดตั้ง และก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ในซาอุดิอาระเบียว่า ล่าสุดบริษัทฯ ได้เซ็นสัญญาข้อตกลงร่วมทุนกับพันธมิตรในประเทศซาอุฯ แล้ว ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทที่ซาอุฯ ซึ่งจะต้องดำเนินขั้นตอนตามกฎหมายของซาอุฯ เพราะ การที่จะเข้าไปจัดตั้งบริษัทมีขั้นตอนค่อนข้างมากและซับซ้อน ทั้งนี้ คาดว่าในส่วนของ SPCG จะใช้เงินลงทุนประมาณ 60-80 ล้าน บาท และถือหุ้นในสัดส่วน 20-25%   
" เหลือชื่อบริษัท ทุนจดทะเบียน คาดว่าเราใช้งบประมาณลงทุนที่ซาอุฯ 60-80 ล้านบาท ซึ่ง ณ ตอนนี้เงินก้อนนี้ยังไม่ได้อยู่ในกระเป๋า แต่ทางบริษัทฯ อยู่ในช่วงคุยกับที่ปรึกษาเพื่อไฟนอลตัวกองทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือ IFF เราก็สามารถนำเงินที่ได้จากการขาย IFF เอาเงินไปลงทุนที่ซาอุฯ ได้" นางสาวออมสิน กล่าว
  
แต่อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทฯได้นำเรื่องแผนการออก IFF มาดูอย่างจริงจัง เพราะในกระบวนการออกเอกสารเกือบจะได้ 100% แล้ว เพียงแต่ในขณะนี้สภาพตลาดยังไม่เอื้ออำนวย จึงต้องหันมาปรับโครงสร้างเดิมที่วางไว้ว่าจะต้องปรับตรงไหนจึงจะประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามทางบริษัทฯ จะไม่ทิ้งเรื่องการออก IFF เพราะได้ดำเนินการมาค่อนข้างมากแล้ว   
" ตอนนี้หยิบเรื่องของแผนออก IFF มาดูอย่างซีเรียส เพราะในกระบวนการเอกสารเกือบจะ 100% แล้ว เพียงแต่สภาพตลาดไม่เอื้ออำนวย จึงต้องหันมาดูโครงสร้างเดิมที่วางไว้ว่าจะต้องปรับเปลี่ยนตรงไหนบ้างถึงจะเดินหน้าต่อไปได้และประสบผลสำเร็จ แต่ถ้าเกิดดูแล้วว่าไม่เหมาะต้นทุนสูงเกินไปซึ่งจะทำให้ต้นทุนของบริษัทฯ สูงตาม จึงต้องทำให้เรากลับมาดูว่าเราจะรับความเสี่ยงได้หรือไม่ ซึ่งถ้าไม่ได้เราก็ต้องไปเลือกวิธีอื่น แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าจะยังไม่ทิ้งแผนออก IFF เพราะได้ทำมาขนาดนี้แล้ว" นางสาวออมสิน กล่าว   

ส่วนความคืบหน้าของ การให้บริการออกแบบติดตั้งและขายแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟ) แก่เอกชนนั้นล่าสุด มีลูกค้าที่รายใหญ่ประมาณ 3 ราย เป็นโรงงานอุตสาหกรรมได้เซ็นสัญญาติดตั้งแผงโซลาร์รูฟแล้ว ซึ่งบริษัทฯ จะใช้งบประมาณ 500 ล้านบาท   
"โครงการโซลาร์รูฟเรามีลูกค้าที่เป็นลูกค้าเคสใหญ่ ซึ่งเป็นโรงงานอุตสาหกรรม แต่ทั้งนี้ ลูกค้าเขาไม่ได้เน้นขายไฟให้การไฟฟ้าเพราะจะนำไปใช้เอง จึงทำให้ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องการ COD ให้ทันในวันที่ 31 ธ.ค. ซึ่งขณะนี้บริษัทฯได้ออกแบบและเซ็นสัญญาติดตั้งพร้อมสั่งของเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะใช้งบประมาณ 500 ล้านบาท" นางสาวออมสิน กล่าว


รายงาน โดย วรินดา พรมขัดดุก
เรียบเรียง โดย ชัชชญา อังคุลี อีเมล์. chatchaya@efinancethai.com
อนุมัติ โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: มกราคม 02, 2014, 09:53:03 pm »

SPCG ซื้อ Consensus 29.38 บาท

SPCG : นางสาววันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2556 บริษัทได้รับใบอนุญาตประกอบโรงงาน (รง.4) อีก จำนวน 3 โครงการ ส่งผลให้บริษัทสามารถดำเนินการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้แล้ว 33 โครงการ จากทั้งหมด 36 โครงการ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะได้ใบอนุญาตส่วนที่เหลือภายในเดือน ม.ค.-ก.พ. 2557 สำหรับปีนี้ บริษัทตั้งเป้ามีรายได้ราว 4,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่น่าจะมีรายได้มากกว่า 2,000 ล้านบาท ส่วนกำไรน่าจะเติบโตแบบก้าวกระโดดต่อเนื่องจากปีก่อน

โดยจะมีการรับรู้รายได้จากทั้งหมด 36 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตรวม 260 เมกะวัตต์ จากปีก่อนที่มีกำลังการผลิตรวม 150 เมกะวัตต์ จาก 23 โครงการ นอกจากนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเครื่องมือทางการเงินภายใน เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ราว 3,000 ล้านบาท ภายในไตรมาสที่ 1/57 ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผล และไปลงทุนในธุรกิจใหม่ๆได้ โดยยังเป็นการลงทุนในธุรกิจโซลาร์ รูฟท็อป ทั้งในประเทศและต่างประเทศแถบอาเซียน อย่างประเทศพม่าและอินโดนีเซีย เป็นต้น (ข่าวหุ้น)

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/stock-focus/20140102/553426/Corporate-News.html
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: มกราคม 22, 2014, 11:27:21 am »

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง : SPCG แนะนำซื้อ ราคาเหมาะสม 22.80 บาท

แนวโน้มกำไรปี 2556 จะสูงกว่าคาด ทิศทางปี 2557 สดใส   

ประเด็นการลงทุน :คาด SPCG จะเริ่มแสดงโมเมนตัมของกำไรที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่การรายงานกำไร 4Q56 ในปลายเดือน ก.พ. นี้เป็นต้นไป ขณะที่ความเสี่ยงของการพัฒนาโซล่าฟาร์ม 13 แห่งสุดท้าย ดูเบาบางลงมาก ทั้งในด้าน เงินทุนก่อสร้าง ใบอนุญาตต่างๆ รวมถึงความคืบหน้าก่อสร้างที่ก้าวไปไกลมาก เรามองว่าด้วยราคาหุ้นที่ยังคงต่ำกว่า Replacement cost อยู่ราว 20% ยังเป็นโอกาสดีในการสะสมหุ้นเพื่อรับกำไรที่กำลังทะยานขึ้นแรงในปี 2557 นี้ เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 22.80 บาท/ หุ้น  

คาดกำไรพุ่งแรงในไตรมาส 4 : จากสภาวะอากาศที่โปร่ง อุณหภูมิที่เย็นพอเหมาะกับแผงโซล่าร์ และการมีโซล่าฟาร์ม 2 แห่งใหม่ เริ่มขายไฟในเดือน ก.ค. และ ต.ค. ทำให้กำลังการผลิตรวมใน 4Q56 เพิ่มขึ้นเป็น 152 MW (หรือ 23 ฟาร์ม) เพิ่มขึ้น 5% QoQ และ 176% YoY ส่งผลให้รายได้จากขายไฟฟ้าคาดจะเพิ่มขึ้น 29.0% QoQ และ 86.1% YoY ผ่านระดับ 800 ล้านบาทครั้งแรก ซึ่งเป็นระดับที่เริ่มได้ประโยชน์จากขนาดอย่างมีนัยสำคัญ เราคาด EBIT margin คาดจะขยับขึ้นเป็น 50.8% vs 44.1% ใน 3Q56 (22 โซล่าฟาร์ม) และ 27.9% ใน 4Q12 (9 โซล่าฟาร์ม) กำไรสุทธิใน 4Q56 จะสูงถึง 201 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 107.2% QoQ และ 4444.3% YoY ทำให้กำไรสุทธิปี 2556 คาดจะแตะ 501 ล้านบาท มีแนวโน้มสูงกว่าคาด 20%  

ไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุนสำหรับการพัฒนาโซล่าฟาร์มที่เหลือ 13 แห่ง : ผู้บริหารเผยว่าบริษัทได้รับเงินกู้ครบตามต้องการแล้ว อีกทั้งการก่อสร้างฟาร์มที่เหลือทั้งหมดมีความคืบหน้ามากกว่า 90% ไปแล้ว และสามารถระบุตำแหน่งเวลาในการเชื่อมระบบเพื่อขายไฟฟ้าที่ชัดเจนแล้ว 2 ฟาร์มในปลาย ม.ค., 5 ฟาร์มในเดือน ก.พ. และ 6 ฟาร์มในเดือน มี.ค. โดยมีเพียง 2 ใน 13 ฟาร์มที่รอใบอนุญาตสุดท้ายเท่านั้น (คาดภายในเดือนนี้) ดังนั้นกำลังการผลิตติดตั้งปี 2557 ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นราว 260 MW เพิ่มขึ้น 71.0% YoY ดังนั้นกำไรสุทธิปี 2557 จะยังคงอยู่ในทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 269% YoY สู่ระดับ 1.8 พันล้านบาท  

Upside อื่นๆยังรอได้ : แม้ตลาดการเงินจะไม่เอื้ออำนวยในการออกกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ในเวลาเดียวกันนี้ SPCG อยู่ระหว่างเจรจาปรับปรุงเงื่อนไขเงินกู้กับธนาคาร เพื่อเร่งคืนเงินกู้ EBL ให้เร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายจะอยู่ในทิศทางลดลงเร็วขึ้น และอาจจ่ายปันผลได้เร็วกว่าที่เราคาดไว้ในปี 2558 ได้ ส่วน upside จากการลงทุนในประเทศยังคงต้องรอความชัดเจนของรัฐบาลใหม่ ขณะที่การลงทุนในต่างประเทศอยู่ระหว่างศึกษาร่วมกับพันธมิตร
  
คงคำแนะนำ “ซื้อ” : จากราคาหุ้นในกระดานที่ยังคงต่ำกว่า Replacement cost กว่า 20% อีกทั้งผลการดำเนินงานยังอยู่ในโมเมนตัมของขาขึ้น ซึ่งจะกดให้ PER14F จะลดต่ำลงเหลือเพียง 8.8x จาก 39.0x ในปี 2556 พร้อมโอกาสในการปรับประมาณการขึ้นได้อีก เมื่อ upside ต่างๆชัดเจน เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 22.80 บาท/ หุ้น   

ความเสี่ยง : ภัยธรรมชาติ, ความล่าช้าในการก่อสร้าง และใบอนุญาตในส่วนที่เหลือ



จรูญพันธ์ วัฒนวงศ์http://www.maybank-ke.co.th(02) 658-6300


เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล อีเมล์. reporter@efinancethai.com
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2014, 01:22:10 pm »

บล.ฟิลลิป : SPCG แนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐานปี 57 ที่ 22.50 บาท


โครงสร้างรายได้   
9M56 โครงสร้างรายได้ของบริษัทมาจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้นเป็น 82%ของรายได้รวม รายได้ธุรกิจเหล็กลดลงเป็น 12% ของรายได้รวม และรายได้อื่น 6% โดยรายได้อื่น ได้แก่ รายได้ค่าเช่าและบริการ ดอกเบี้ยรับ เงินปันผลรับ กำไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยน กำไร (ขาดทุน) จากการจำหน่ายทรัพย์สิน และรายได้อื่นๆเป็นต้น

แนวโน้มอุตสาหกรรม   
อุตสาหกรรมไฟฟ้าและการใช้พลังงานไฟฟ้าในประเทศมีความสัมพันธ์กับ GDP การเติบโตของเศรษฐกิจ และการลงทุนของภาครัฐและเอกชนโดยภาคอุตสาหกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก โดยแนวโน้มการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงขึ้นในทุกๆ ปี ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมการผลิตในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2555 ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีระดับสูงสุดถึง 26,121 MW ขณะที่ปี 2556 มีการชะลอตัวจากภาวะการหดตัวของการบริโภค การลงทุนภาคเอกชน การผลิตภาคอุตสาหกรรม และความไม่มั่นคงทางการเมือง ที่ยังคงความไม่แน่นอนกดดันความเชื่อมั่นการเติบโตต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 57 เติบโตเพียง 2.2%-3.7%
  
สำหรับภาคอุตสาหกรรมไฟฟ้าเองยังรอความชัดเจนจากแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ที่ยังเลื่อนออกไป อย่างไรก็ตามทางฝ่ายยังมีมุมมองบวกต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากทางภาครัฐ โดยแผน PDP 2553 ปรับปรุงครั้งที่ 3 ครอบคลุมการพัฒนากำลังการผลิตในช่วงปี 2555 – 2573 ภาครัฐให้ความสำคัญกับการจัดการด้านพลังงาน การส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและการใช้พลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน ทั้งลม แสงอาทิตย์ พลังน้ำ ชีวมวลก๊าซชีวภาพ พลังงานจากขยะ ในการผลิตไฟฟ้า   
ส่วนอุตสาหกรรมโซลาร์รูฟท๊อป เมื่อก.ย.56 ที่ผ่านมาได้ประมูลไปแล้ว 200 MW แบ่งเป็นที่อยู่อาศัย 100 MW และอาคารธุรกิจหรือโรงงาน 100 MW โดยมีผู้ที่เสนอยื่นขอรับการติดตั้งในส่วนของบนหลังคาบ้านอยู่อาศัยจำนวน 6.04 พันราย กำลังผลิต 52.29 MW และบนอาคารหรือโรงงานจำนวน 201 ราย กำลังการผลิต 100 MW แม้ว่าขณะนี้จะยังมีความล่าช้าของการดำเนินงานจากความไม่ชัดเจนของการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) และกฎหมายผังเมือง ซึ่งยังต้องรอการอนุมัติจากรัฐบาลใหม่ แต่หากเริ่มดำเนินการได้ จะเป็นปัจจัยบวกต่ออุตสาหกรรม

ภาวะการแข่งขันและความได้เปรียบเชิงการแข่งขันธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์   
ในปัจจุบัน จำนวนผู้แข่งขันยังมีน้อย เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดได้ ต้องมีคุณสมบัติตามที่หน่วยงานการไฟฟ้าและกระทรวงพลังงานกำหนด ต้องใช้เงินลงทุนสูง ส่งผลให้การแข่งขันของตลาดไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ยังไม่รุนแรงมากนัก อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อได้เปรียบด้านต้นทุนผันแปรที่ต่ำกว่าและไม่ต้องจัดหาวัตถุดิบเชื้อเพลิง และการสนับสนุนจากทางภาครัฐทั้งด้านนโยบายและผลประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ ทำให้เริ่มมีผู้ประกอบการสนใจเข้ามาในตลาดมากขึ้นและมีแนวโน้มการแข่งขันสูงขึ้นในอนาคต   

บริษัทมีความสารถในการแข่งขันในธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเฉพาะโซลาร์รูฟท๊อป เนื่องจากมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมีทีมงานที่มีศักยภาพ มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้จำหน่ายแผงและ Inverter ช่วยด้านการรับประกันคุณภาพอุปกรณ์ ประกอบกับความพร้อมของบุคลากรที่มากขึ้นจากโครงการโซลาร์ฟาร์มที่ทยอยก่อสร้างเสร็จไปเกือบครบแล้ว บริษัทจึงมีความสามารถในการได้งานหากมีการประมูลรอบใหม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดในด้านการแข่งขันด้านต้นทุนแผงและ Inverter ที่สูงกว่า ความพร้อมได้ด้านเงินลงทุน และความเพียงพอของบุคลากรหากงานเข้ามาพร้อมกันมาก

เป้าหมายและกลยุทธ์การแข่งขัน   

1. พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัทในเครือ 36 โครงการและอาจรับพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่เอกชนรายอื่นทั้งในและต่างประเทศในอนาคต   
2. เป็นผู้นำในการให้บริการรับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร(EPC)  
3. เป็นผู้นำในการให้บริการด้านการปฏิบัติการ การบำรุงรักษา และการประมวลผลโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (OMM)   
4. เป็นหนึ่งในผู้นำทางด้านการผลิต จัดจำหน่ายและให้บริการติดตั้งแผ่นเหล็กเคลือบสังกะสี   
5. แสวงหาโอกาสในการขยายธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศ และทั้งการลงทุนเองและการรับจ้าง เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตต่อไป   
6. มุ่งขยายงานโซลาร์รูฟ

กลยุทธ์การแข่งขัน   

1. มุ่งเน้นการบริหารงานอย่างมีคุณภาพ มีผู้บริหารที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรม และมีประสบการณ์   
2. มุ่งเน้นการใช้วัสดุอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ดีมีคุณภาพ และได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพดี หาพันธมิตรทางการค้า ได้แก่ Kyocera และ SMA ซึ่งล้วนเป็นที่ยอมในระดับสากล   
3. มุ่งเน้นทีมงานที่มีประสิทธิภาพ โดยมีทีมงานที่มีประสบการณ์ในการก่อสร้างและบริหารโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์   
4. พัฒนาคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่อง เพิ่มสายผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมกับธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เน้นการให้บริการครบวงจรสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งในส่วนของธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์และธุรกิจเหล็ก   
5. เน้นทำการตลาดโดยการกระจายสินค้าผ่านเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ

กำไร 9M56 เติบโตจากการจำหน่ายไฟโซลาร์ฟาร์ม   

ผลการดำเนินงาน 9M56 เติบโตสูง จากการจำหน่ายไฟโซลาร์ฟาร์มเพิ่มขึ้นเป็น 22 โครงการ รวม 152 MW จากปี 2555 ที่มี 9 โครงการ รวม 55 MW โดยรายได้จากธุรกิจหลักอยู่ที่ 1,696.6 ล้านบาท เติบโต 117.4% y-y อัตรากำไรขั้นต้นรวมเติบโต 17.46% y-y เป็น 66.6% กำไรสุทธิ 300.7 ล้านบาท เติบโต 779.2% y-y อัตรากำไรสุทธิเติบโต 58.06% y-y เป็น 24.5% จากรายได้และความสามารถในการทำกำไรดีขึ้นจากสัดส่วนรายได้จากการจำหน่ายไฟโซลาร์ฟาร์มมากขึ้น และประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุนคาดการณ์กำไรปี 2556 โต 1,030%   แนวโน้ม 4Q56 ดีจากการจำหน่ายไฟเพิ่มอีก โดย1 ต.ค. 56 COD เพิ่มอีก 1 โครงการ ขนาด 7.46 MW ประกอบกับสภาพอากาศที่ดีมาก เอื้อต่อการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้รายได้งวด 4Q56 เพิ่มขึ้น 103%y-y ที่ 881ล้านบาท กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1,020%y-y ที่ 144 ล้านบาท ประมาณการรายได้จากธุรกิจหลักปี 2556 ที่ 2,461 ล้านบาท กำไรสุทธิ 445 ล้านบาท เติบโต 1,030%y-y จากการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 23 โครงการ

สัดส่วนกำไรหลักจากการจำหน่ายไฟฟ้าครบ 36 โครงการ โซลาร์รูฟท๊อปหนุน Upside   

แนวโน้มการเติบโตหลักยังคงมาจากการจำหน่ายไฟฟ้าครบทั้ง 36 โครงการ ขณะที่มี upside จากโครงการโซลาร์รูฟ โดยต้นปีนี้ทยอย COD เพิ่มเติมในอีก 13 โครงการ คาด 3 โครงการ สามารถ COD ได้ในกลางก.พ.57 ได้แก่ NP2 NP3 และ NK1 ขณะที่อีก 8 โครงการ ได้รับใบอนุญาตแล้ว และ 2 โครงการกำลังรออนุมัติใบรง.4 ได้แก่ SR1 และ SR2 คาดไม่มีปัญหา สามารถ COD ได้ใน 1Q57 ครบทั้ง 13 โครงการทำให้ปี 2557 สามารถรับรู้รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าได้ครบหนุนผลประกอบการ   ในส่วนโครงการโซลาร์รูฟท๊อป (Solar PV Rooftop) ยังชะลอตัวจากความชัดเจนในการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) และกฎหมายผังเมือง ซึ่งต้องรอนโยบายจากรัฐบาลใหม่ ซึ่งมองว่าภาครัฐน่าจะให้การสนับสนุน เนื่องจากการผลักดันการใช้พลังงานทดแทน แต่อุปสรรคจากความไม่มั่นคงทางการเมืองยังทำให้เกิดความล่าช้าจากการอนุมัติแผนงานต่างๆ อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายยังมองโครงการโซลาร์รูฟท๊อป เป็น upside ต่อบริษัท รอเพียงความชัดจนของทิศทางการดำเนินการจากภาครัฐ และบริษัทยังมีโอกาสจากการประมูลโซลาร์รูฟท๊อปรอบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่งทางบริษัทเองมีความพร้อมในส่วนนี้มากกว่าปีก่อนที่ยังมีปัญหาจากการขาดบุคลากรเนื่องจากต้องเร่งโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มก่อน ส่วน PDP ฉบับใหม่เอง มองเป็นปัจจัยบวกต่อบริษัทเช่นกัน จากแนวโน้มที่ยังสนับสนุนการภาคพลังงานทดแทนจากทางภาครัฐ ประกอบกับความสะดวกและง่ายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม ซึ่งเป็นปัจจัยบวกทั้งในด้านการเข้าดำเนินการโรงไฟฟ้าเอง และการรับงาน EPC เสริม การดำเนินงานธุรกิจ EPC บริษัทยังคงเน้นการเติบโตจากการพัฒนาโรงไฟฟ้าในประเทศ ซึ่งรอความชัดเจนจากรัฐบาลใหม่เช่นกัน เสริมด้วยการขยายงานต่างประเทศ ความคืบหน้าในโครงการในต่างประเทศนั้น ที่ชัดเจนตอนนี้เป็นโครงการโซลาร์ฟาร์มที่ซาอุดิอาระเบีย ขนาดประมาณ 250 MW ซึ่งยังอยู่ระหว่างการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท สำหรับอินโดนิเซียและพม่า ยังอยู่ในระหว่างศึกษาด้านกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ลาวขนาด 6 MW ซึ่งดำเนินการจัดตั้งบริษัทแล้ว SPCG ถือหุ้น 11%คาดการณ์รายได้ปี 2557-2558 เติบโตเฉลี่ย หนุนจากการจำหน่ายไฟฟ้าครบ 36 โครงการ   ทางฝ่ายมีมุมมองบวกต่อการเติบโตผลประกอบการในปี 2557 จากการรับรู้รายได้ขายไฟโซลาร์ฟาร์มครบทั้ง 36 โครงการ รวม 261 MW แต่ยังมีความเสี่ยงทางการเงิน คาดรายได้จากธุรกิจหลัก 4,431 ล้านบาท เติบโต 72% y-y กำไรสุทธิ 1,765 ล้านบาท เติบโต 300% y-y มี Upside จากปัจจัยบวกงานโซลาร์รูฟและงาน EPC ต่างประเทศ ด้านความชัดเจนจากการปรับโครงสร้างทางการเงิน เบื้องต้น บริษัทมองการ refinancing ในส่วน equity bridging loan กับทางเจ้าหนี้ธนาคาร ระหว่างรอความชัดเจนในการปรับโครงสร้างทางการเงินว่าจะยังคงออกกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือเพิ่มทุน PP คาดได้ข้อสรุปหลังการประชุมคณะกรรมการใน 21 ก.พ.57 อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีสภาพคล่องและเงินสดเพียงพอคาด ณ สิ้น 2556 คาดมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดกว่า 1 พันล้านบาท

ปัจจัยที่ควรระวัง
ผลการดำเนินงานของบริษัทมีความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่   

1. ความเสี่ยงจากธุรกิจลงทุนและพัฒนาโซลาร์ฟาร์ม ได้แก่ ความไม่แน่นอนของพลังงานความเข้มแสงอาทิตย์ การเสื่อมสภาพของอุปกรณ์และแผงพลังงานแสงอาทิตย์ การพึ่งพาผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย และภัยธรรมชาติ บริษัทป้องกันความเสี่ยงเบื้องต้นด้วยการทำประกันโซล่าฟาร์มทุกแห่ง และการได้รับประกันคุณภาพแผงพลังงาน   
2.ความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน จากการซื้อวัสดุอุปกรณ์เป็นเงินต่างประเทศ โดยบริษัทป้องกันความเสี่ยงด้วยการทำสัญญา FX Forward   
3. ความเสี่ยงจากความล่าช้าของงานก่อสร้าง การต่อสัญญาจำหน่ายไฟฟ้า กฎหมายและการขอใบอนุญาตต่างๆ   
4.ความเสี่ยงด้านการจัดหาและความผันผวนของราคาวัตถุดิบ ได้แก่ แผ่นเหล็ก บริษัทป้องกันความเสี่ยงโดยการผลิตและสั่งสินค้าแบบ Just in time มีสินค้าคงเหลือน้อยและการล๊อกราคากับลูกค้า   5.ความเสี่ยงจากการถูกควบคุมเสียงของที่ประชุมผู้ถือหุ้นจากกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ได้แก่ ครอบครัวกุญชรยาคง ถือหุ้นคิดเป็นสัดส่วน 54% ของจำนวนหุ้นชำระแล้ว   
6. ความเสี่ยงด้านการเงินและสภาพคล่อง จากภาระหนี้โครงการโปรเจคไฟแนนซ์ Equity Bridging Loan และดอกเบี้ยจ่ายโครงการโซลาร์ฟาร์ม

แนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐานปี 2557 ที่ 22.50 บาท   

ทางฝ่ายมีมุมมองบวกต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้าและพลังงานทดแทน การรับรู้รายได้จำหน่ายไฟของบริษัทกำลังการผลิตรวม 261 MW และมี Upside จากโซลาร์รูฟ และงาน EPC ต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากทางการเงินจากการ refinancing ส่วน equity bridging loan จากการประเมินมูลค่าด้วยวิธี DCF สมมติฐาน WACC 8.09% จำหน่ายไฟ 25 ปี ได้ราคาเหมาะสมปี 2557 ที่ 22.50 บาท ทางฝ่ายแนะนำ “ซื้อ”

นักวิเคราะห์
อรมงคล ตันติธนาธรนักวิเคราะห์การลงทุนด้านตลาดทุน 34100โทร 662 635 1700 ต่อ 491จันทรมณี ทวีวรเกียรติผู้ช่วยนักวิเคราะห์


เรียบเรียง โดย ปุณณภา นาเมืองรักษ์ อีเมล์. reporter@efinancethai.com
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2014, 07:21:44 pm »

สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อย (F45-3)                     
                    บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)

                                     (หน่วย : พันบาท)
งบการเงินรวม                                       
                                     ประจำปี
                                     ตรวจสอบ
       สิ้นสุดวันที่                            31 ธันวาคม
             ปี                             2556         2555
  กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                  499,321       54,067
  กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                    0.763        0.098
     ต่อหุ้น (บาท)           


งบการเงินเฉพาะกิจการ                               
                                     ประจำปี
                                     ตรวจสอบ
       สิ้นสุดวันที่                            31 ธันวาคม
             ปี                             2556         2555
  กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                 (11,703)     (12,202)
  กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                  (0.018)      (0.022)
     ต่อหุ้น (บาท)           
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2014, 07:22:17 pm »

SPCG แจงงวด 3 เดือน (สิ้นสุด 31 ธ.ค.56) กำไรพุ่ง 384% จากงวดเดียวกันปีก่อน หลังได้แรงหนุนจากธุรกิจไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บริษัทย่อย

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -24 ก.พ. 57 13:13 น.

   บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) (SPCG) ชี้แจงผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยตามงบการเงินรวมสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2556 มีผลกำไรสุทธิ 228.95 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับผลการดำเนินงานงวดเดียวกันของ ปี 2555 ที่มีผลกำไรสุทธิ 47.31 ล้านบาทปรากฏว่ากาไรสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 181.64 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 384 ทั้งนี้

มีสาเหตุหลักมาจากจำนวนบริษัทที่จำหน่ายไฟฟ้าได้จากการดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัทย่อยเพิ่มขึ้นจาก 9 บริษัทในปี 2555 เป็น 21 บริษัทในปี 2556   

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีส่วนแบ่งกำไรในบริษัทร่วมสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2556 จำนวน 10.73 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของ ปี 2555 ที่มีส่วนแบ่งขาดทุน 1.66 ล้านบาทปรากฏว่าส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้นจำนวน 12.39 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 748

เรียบเรียง โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์ อีเมล์. doungsuree@efinancethai.com
อนุมัติ โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
บันทึกการเข้า