เว็บบอร์ดหุ้น และการลงทุน

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

SMF - Just Installed!



ผู้เขียน หัวข้อ: BANPU ปรับแผน ลดต้นทุน รักษากำไร หันเน้นธุรกิจโรงไฟฟ้า  (อ่าน 2058 ครั้ง)

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด





"บ้านปู"เตรียมรุกธุรกิจโรงไฟฟ้าอาเซียน หวังเพิ่มสัดส่วนกำไรเป็น 30-40% ลดผลกระทบราคาถ่านหินผันผวน เตรียมลงทุนเพิ่มกว่า 3 หมื่นล้าน

นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) (BANPU) เปิดเผยว่า บ้านปูมีแผนจะลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้ามากขึ้น เพื่อเพิ่มกระแสเงินสดหรือกำไรจากธุรกิจไฟฟ้าให้เพิ่มขึ้นมาอยู่ระดับ 30-40% ของกำไรสุทธิของบริษัท จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 20% เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาถ่านหินในอนาคต ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากเชลล์แก๊สที่มีราคาถูก

โดยจากนี้จนถึงปี 2558 ในระดับสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (DE) ที่บริษัทพยายามรักษาให้อยู่ในระดับ1.1 :1 เท่า บริษัทมีความสามารถที่จะก่อหนี้เพื่อลงทุนเพิ่มได้ไม่เกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3 หมื่นล้าน ไม่รวมกับงบลงทุนในปี 2555-2558 ที่มีแผนใช้เงิน 1.24 พันล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งจะใช้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานในการลงทุน โดยศักยภาพการลงทุนที่มีอยู่ 1 พันล้านดอลลาร์ฯนี้จะมุ่งไปที่ธุรกิจไฟฟ้า เน้นการลงทุนในประเทศไทย ประเทศเพื่อนบ้าน และอินโดนีเซีย ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตสูง

สำหรับการผลิตถ่านหินนั้นจากปีจนถึงปี 2558 คาดว่าจะมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 10-11% โดยปี 2556 คาดว่ากำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 48 ล้านตัน พิ่มขึ้น 4.2 ล้านตัน มาจากอินโดนีเซีย 29 ล้านตัน มาจากออสเตรเลีย 15 ล้านตัน และจีนอีก 3 ล้านตัน ปี2557 อยู่ที่ 54.2 ล้านตัน และปี 2558 อยู่ที่ 57.3 ล้านตัน ซึ่งบริษัทจะเน้นการผลิตในแหล่งที่มีศักยภาพ มีค่าความร้อนสูง และสามารถสร้างกระแสเงินสดได้เร็ว และหากิจการที่สามารถเชื่อมโยงกับธุรกิจไฟฟ้าได้
"ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ท้าทายจากราคาถ่านหินในตลาดโลกที่ปรับลดลงกว่า 20% แม้ว่าปีนี้จะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของราคาถ่านหิน แต่บริษัทก็ต้องทำธุรกิจด้วยความระมัดระวัง ด้วยการลดค่าใช้จ่าย และปรับปรุงประสิทธิภาพทางการเงิน โดยการยืดเวลาการชำระหนี้ให้ยาวขึ้น จากอายุหนี้เฉลี่ย 6 ปี พร้อมเพิ่มสัดส่วนหนี้สกุลดอลลาร์ฯมากขึ้น จากปัจจุบันมีหนี้สกุลดอลลาร์ฯอยู่ 60% ของหนี้ทั้งหมด ให้สอดคล้องกับค่าใช้จายและกระแสเงินสดที่ส่วนใหญ่เป็นดอลลาร์ฯ"

นอกจากนี้บริษัทยังมีมาตรการการซื้อหุ้นคืนในช่วงที่ราคาหุ้นตกต่ำ ไม่เกิน 5% หรือ 13.56 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่น 450 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าไม่เกินน 6.15 พันล้านบาท ดำเนินการซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค.-14 ก.ย. นี้ ซึ่งบริษัทต้องกันกำไรสะสมออกมาดำเนินการ

ข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 18, 2013, 11:19:36 am โดย admin »
บันทึกการเข้า