เว็บบอร์ดหุ้น และการลงทุน

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

SMF - Just Installed!



ผู้เขียน หัวข้อ: เปิดหมดเปลือกโกง! 'IFEC' เงินล่องหน 6.5 พันล้าน  (อ่าน 336 ครั้ง)

thansettakij

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 53
    • ดูรายละเอียด



บอร์ดตรวจสอบไอเฟค สุดทนพฤติกรรมฉาวอดีตผู้บริหาร ควงคู่แฉหมดเปลือกสารพัดข้อสงสัย ทั้ง “ปกปิดข้อมูล-ตั้งสำรองหนี้น่าสงสัย-ลงทุนต่างประเทศส่อทุจริต -เงินกู้กว่า 6.5 พันล้านบาทล่องหน” ระบุพยายามปรับหนี้ให้แล้ว แต่ถูกยกเลิก แถมถูกแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบทุกทาง
   

นายฉัตรณรงค์ ฉัตรภูติ กรรมการตรวจสอบ บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC ร่วมแถลงข่าวเปิดโปงกระบวนการทุจริต ใน IFEC ร่วมกับ พลตรีบุญเลิศ แจ้งนพรัตน์ ประธานกรรมการตรวจสอบ IFEC ดังข้อความต่อไปนี้
   

นายฉัตรณรงค์  กล่าวว่า ตนในฐานะกรรมการตรวจสอบซึ่งได้รับการแต่งตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560   พร้อมกับ พลตรี บุญเลิศ โดยตนนั้นมีประวัติการทำงานเป็นผู้บริหารมืออาชีพทั้งจากภาครัฐและเอกชน เคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมาหลายแห่งซึ่งเคยบริหารกองทุนทางการเงินที่มีวงเงินลงทุนหลักล้านๆ บาทมาแล้ว และมีเชี่ยวชาญเรื่องการบริหารจัดการเชิงธรรมาภิบาลมามาก


ในระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาตนพยายามใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่สะสมมาให้ความแนะนำแก่ฝ่ายบริหารของ  IFEC และชี้ให้เห็นถึงแนวทางแก้ปัญหาของบริษัทเพื่อหวังว่าจะนำพา IFEC ไปสู่บริษัทที่มีศักยภาพรุ่งเรืองประสบความสำเร็จทั้งในเชิงการบริหารจัดการ การบริหาร เชิงรายได้และลดต้นทุน ต้องการเห็น IFEC มีการบริหาร เชิงยุทธศาสตร์ การบริหารการเงินและบัญชี การปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดรับกับรายได้ของบริษัท แต่ก็ประจักษ์แก่ตัวเองแล้วว่า ภายใต้โครงสร้างขององค์กร และเงื่อนไขการบริหารจัดการในรูปแบบของ IFEC ที่ไม่พยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างให้โปร่งใสชัดเจนดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่สมารถทำให้ความพยายามและความหวังของตัวเองเกิดผลเป็นรูปธรรมได้เลย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง แต่ตนยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้ IFEC ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนจำกัดและเป็นบริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯมีผู้ถือหุ้น 30,000 กว่าคน ต้องได้รับความเสียหายไปมากกว่านี้ ตนและประธานกรรมการตรวจสอบจึงจำเป็นจะต้องมาเปิดเผยข้อมูลและปัญหาต่างๆ ให้ทราบ
    

นายฉัตรณรงค์ ได้ชี้แจงรายละเอียดข้อสงสัยของคณะกรรมการตรวจสอบในการบริหารจัดการของฝ่ายบริหาร IFEC ที่เห็นว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่โปร่งใส และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำทุจริ ฉ้อฉลโดยสรุปเป็นประเด็นๆดังนี้
   

1.การบริหารจัดการที่ผ่านมาอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจที่แท้จริงอยู่ที่คนๆเดียวทั้งหมดทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการบริหารจัดการ และแม้ว่า อดีตผู้บริหารดังกล่าวจะถูก ก.ล.ต. กล่าวโทษจนต้องออกจากตำแหน่งไปแล้ว ก็ยังฝ่าฝืนข้อห้ามของก.ล.ต. เข้ามาบงการสั่งการฝ่ายบริหารอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา
   

 2. การสร้างอาณาจักรบุคคลล้อมรอบกายของอดีตผู้บริหารที่กุมอำนาจไว้ บุคคลต่างๆ เหล่านั้นเป็นผู้ที่ขาดความรู้ความเข้าใจในเชิงบริหารและได้ข้อมูลผิดๆรวมทั้งขาดความรู้ประสบการณ์และพื้นฐานทางการศึกษาที่เหมาะสมกับการทำงานตามตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
   

3.มีการปกปิดข้อมูลเชิงลึก ซึ่งควรรายงานให้ตลาดหลักทรัพย์ ก.ล.ต. ผู้ถือหุ้นเจ้าหนี้สถาบันการเงิน    และเจ้าหนี้ตราสารหนี้ ได้รับทราบและตรวจสอบตรวจทาน
   

4. มีการทุจริต/ฉ้อโกงเกิดขึ้นในบริษัทฯตั้งแต่ปี 2557-2559 เป็นต้นมาและมีการต่อสู้ฟ้องร้องกันไปมาอยู่ในขณะนี้ยิ่งนานวันยิ่งเสียหายมากขึ้น
   

5.การตรวจสอบและรับรองงบการเงินโดยผู้สอบบัญชีอนุญาต คือ บริษัทกรินทน์ออดิท จำกัด ในปี 2559 มีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญจำนวนที่สูงมากราว 1,800 ล้านบาทเศษ
   

6. สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการที่ผู้สอบบัญชีไม่ขอแสดงความคิดเห็นต่อการลงทุนในโครงการลงทุนในต่างประเทศได้แก่กัมพูชา เวียดนาม ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย รวมทั้งทุกโครงการมิได้มีการทำดิวแคร์ (Due Care) แต่อย่างใด ก่อให้เกิดคำถามในสังคมว่าเงินลงทุนจำนวนมหาศาลหายไปไหนหรือถูกใช้ไปอย่างเหมาะสมหรือไม่เพียงใด ซึ่งผู้สอบบัญชีได้เพียงแต่บอกว่าในทุกโครงการไม่มีเอกสาร หรือไม่ได้รับข้อมูลที่เพียงพอต่อการตรวจสอบซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง
   

7.การระดมเงินทุนจากการออกตราสารหนี้ซึ่งเป็น instrumental ทางการเงินประเภทต่างๆกว่า 6,500 ล้านบาท และยังไม่รวมส่วนเงินกู้จากสถาบันการเงิน ไม่สามารถตรวจสอบเชิงลึกว่าเงินหายไปไหน ถูกใช้ไปอย่างไรบ้าง เหมาะสมหรือไม่เพียงใด แม้จะมีการสอบทานด้วยวิธี bank reconcile ก็ยากลำบากเพราะมีการปิดบังข้อมูลตลอดเวลา แม้ว่าประธานกรรมการตรวจสอบจะร้องขอไปหลายครั้งแล้วก็ตาม


ภาระหนี้สินดังกล่าวทำให้ IFEC มียอดหนี้รวมดอกเบี้ยถึงปัจจุบัน ประมาณ 8,500 ล้านบาทในขณะที่มีสินทรัพย์ราว 12,000 ล้านบาท ซึ่งหากถูกตั้งค่า  depreciation,impairment ,force sale  คุณภาพและราคาสินทรัพย์ก็อาจจะมีมูลค่าต่ำลงไปอีก

   
8.การเข้าไปซื้อกิจการโรงแรมดาราเทวีราว 4,170 ล้านบาท ในลักษณะเร่งรีบทำให้ราคาซื้อสูงเกินกว่ามูลค่าความเป็นจริง ซึ่งเมื่อมีการคำนวณถึง income/cost approach ราคาที่ได้มาไม่น่าคุ้มค่าต่อการลงทุน อีกทั้งก่อนซื้อกิจการก็มิได้ทำ due diligence อย่างถูกต้องตามาตรฐานอีกทั้ง มีหนี้ที่น่าจะปลอมเกิดขึ้นในบัญชีอีกกว่าร้อยล้านบาท และมีการชำระเงินออกไปหลายล้านบาทก่อนเซ็นสัญญาซื้อขาย มีการเช่าหน้าบาน เช่าอุปกรณ์ตกแต่งนอกเหนือจากราคาซื้อ ปัญหาเรื่องโรงแรมตั้งอยู่คร่อมลำรางสาธารณะ ซึ่งจะมีปัญหาต่อใบอนุญาตกิจการและการขออนุมัติเรื่องรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIAในส่วนของห้องพักที่เกินจำนวน 80 ห้อง


อีกทั้งมีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการที่มีไม่โปร่งใส มีการไล่ผู้บริหารมืออาชีพออกรายได้ตกต่ำสุดขีดในขณะที่สภาพโรงแรมทรุดโทรมและมีการนำเงินออกมาเลี้ยง IFEC และจ่ายดอกเบี้ยให้ IFEC จนทำให้โรงแรมขาดสภาพคล่องอย่างหนักรายได้ตก พนักงานได้รับผลกระทบตามมามากมาย
   

9..บริษัทฯมิได้วางรูปแบบบริหารตามหลัก Corporate Governance ไม่ว่าจะเป็น Vision , Mission, Strategy, Tactic , Planning, Project Grouping , BSC, KPI ,  Risk Man
บันทึกการเข้า