เว็บบอร์ดหุ้น และการลงทุน

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

SMF - Just Installed!



ผู้เขียน หัวข้อ: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)  (อ่าน 36373 ครั้ง)

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #30 เมื่อ: เมษายน 26, 2014, 07:38:50 am »

SPCGเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์โครงการโซลาร์ฟาร์มอีก 2 โครงการ

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -25 เม.ย. 57 8:42: น.

นางสาววันดี กุญชรยาคง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) (SPCG) ในฐานะผู้พัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มภายใต้บริษัทย่อยรวม 36 โครงการ เปิดเผยถึง ความคืบหน้าในการพัฒนาโครงการว่าบริษัทจะเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (Commercial Operating Date: COD) จำนวน 2 โครงการ คือ บริษัท โซล่า เพาเวอร์ (เลย 2) จำกัด กำลังการผลิต 7.46 เมกะวัตต์ วันที่เริ่มจำหน่าย 24 เมษายน 2557 และบริษัท โซล่า เพาเวอร์ (สกลนคร 2) จำกัด กำลังการผลิต 7.46 เมกะวัตต์ วันที่เริ่มจำหน่าย 25 เมษายน 2557

ทั้งนี้ บริษัทฯ จะเริ่มรับรู้รายได้ของโครงการดังกล่าวตั้งแต่วันที่เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เป็นต้นไป เป็นผลให้บริษัทฯ มีโครงการโซล่าฟาร์มที่จำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้ว รวมทั้งสิ้น 30 โครงการ รวมกำลังการผลิต 204.31 เมกะวัตต์ โครงการที่เชื่อมโยงไฟฟ้าเข้าสู่ระบบแล้วอีก 1 โครงการ ส่วนโครงการที่เหลืออีก 5 โครงการนั้น อยู่ระหว่างรอที่จะเริ่มเชื่อมโยงไฟฟ้าเข้าสู่ระบบจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ซึ่งบริษัทจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบตามลำดับต่อไป


เรียบเรียง โดย อิทธิพล พันธ์ธรรม อีเมล์. reporter@efinancethai.com

บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #31 เมื่อ: เมษายน 26, 2014, 07:39:39 am »

SPCGปลื้มกำไรพุ่ง256%รายได้ปีละ4พันล้าน

SPCG ปลื้มกำไรพุ่ง 256 % โวกวาดรายได้ปีละ 4 พันล้าน ลุยออกขายหุ้นกู้ 4 พันล้านปลดหนี้จ่ายเงินปันผล ลั่นรุกต่อธุรกิจโซล่าร์รูฟท็อปเต็มสูบ
ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2557 วันที่ 25 เม.ย. ที่ รร.เอส 31 สุขุมวิท โดย น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG เปิดเผยถึงผลประกอบการในปี 2556 ว่า ที่ผ่านมาผลการดำเนินงานของบริษัทฯมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทฯมีรายได้รวมจำนวน 2,473 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 644 ล้านบาท ซึ่งมีการเติบโตของรายได้ในอัตรา 104% และมีการเติบโตของกำไรสุทธิสูงถึง 256 % สืบเนื่องมาจากความสำเร็จในการพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มของบริษัทฯ ที่ในปัจจุบันสามารถทำการเชื่อมโยงจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date : COD) ได้ทั้งสิ้น 30 โครงการ จนมีกำลังการผลิตไฟฟ้าส่งเข้าระบบจำหน่ายกว่า 204 เมกะวัตต์ และในปลายเดือนเมษายนนี้บริษัทฯมีแผนที่จะจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมอีก 1 โครงการ ส่วนที่เหลืออีก 5 โครงการมีความคืบหน้าเกินกว่า 90% ซึ่งคาดว่าจะทำการจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เข้าสู่ระบบสายส่งได้ภายในไตรมาส 2 ของปีนี้ ทั้งนี้หากมีการจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ครบ 36 โครงการเต็มปี บริษัทจะมีรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้ารวมประมาณปีละไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท จากกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้นกว่า 260 เมกะวัตต์

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2557 นี้ บริษัทฯยังคงมีการพัฒนาธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) เพื่อให้ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำด้านการดำเนินธุรกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร ทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียน โดยได้ดำเนินการผ่านบริษัทในเครือ คือ บริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด หรือ SPR โดยมีพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่งทางการเงินและเทคโนโลยีที่สำคัญ คือ บริษัท เคียวเซร่า จากประเทศญี่ปุ่นเข้าร่วมทุนและพัฒนาธุรกิจต่าง ๆ ด้วย นอกจากนี้ยังมีแผนรุกไปยังธุรกิจการพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มในต่างประเทศผ่านบริษัทในเครืออีกแห่งหนึ่ง คือ บริษัท โซล่า เพาเวอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด หรือ SPE เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและรองรับการเติบโตในอนาคตของธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งนี้ SPCG จะยังคงยึดมั่นในแนวทางการดำเนินธุรกิจที่จะผลิตพลังงานสะอาด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาล และร่วมสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ

น.ส.วันดี กล่าวว่านอกจากการเปิดเผยถึงผลประกอบการที่เติบโตแบบก้าวกระโดดของบริษัทฯและแผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้แล้ว การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2557 ครั้งนี้ ยังมีอีกประเด็นที่สำคัญ คือ การพิจารณาอนุมัติการออกและเสนอขายหุ้นกู้ในวงเงินไม่เกิน 4,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการชำระคืนเงินกู้ในส่วนทุนที่มีดอกเบี้ยสูงถึง 11% ซึ่งการออกหุ้นกู้จะมีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำกว่า และเป็นการปลดล็อคเงื่อนไขทางการเงินต่างๆ ในเรื่องของโอกาสการลงทุนและการปันผล อันจะทำให้ SPCG มีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้นหลังจากชำระคืนเงินกู้ในส่วนทุนแล้วบริษัทฯยังมีเงินเหลือเพื่อใช้ในการลงทุนต่ออีกประมาณ 1,000 ล้านบาท

ที่มา คมชัดลึก
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #32 เมื่อ: พฤษภาคม 02, 2014, 07:21:34 pm »

SPCG จ่อออกหุ้นกู้ “SPCG Green Bond” เสนอขายไม่เกิน 4,000 ล้านบาท

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 เมษายน 2557 17:11 น.

เอสพีซีจี เดินหน้าออกหุ้นกู้ “SPCG Green Bond” หุ้นกู้พลังงานสะอาด พลังงานแสงอาทิตย์ครั้งแรกของประเทศไทยเสนอขายไม่เกิน 4,000 ล้านบาท สำหรับหุ้นกู้อายุไม่เกิน 5 ปี 4 เดือน

น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการ และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสพีซีจี (SPCG) เปิดเผยว่า เอสพีซีจี ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2557 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2557 ที่ผ่านมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับแผนการเตรียมออก และเสนอขายหุ้นกู้ ในวงเงินไม่เกิน 4,000 ล้านบาท สำหรับหุ้นกู้อายุไม่เกิน 5 ปี 4 เดือน การออกหุ้นกู้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้ชำระคืนเงินกู้เดิมของบริษัท โซล่า เพาเวอร์ จำกัด และใช้ในการดำเนินงานหรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท และบริษัทในเครือ และภายหลังการจัดออกหุ้นกู้ บริษัทคาดว่าจะได้ประโยชน์ในการลดต้นทุนดอกเบี้ยลง รวมถึงบริษัทจะมีความคล่องตัวในการขยายธุรกิจมากขึ้น

สำหรับการออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ บริษัทได้แต่งตั้ง ธนาคารกสิกรไทย เป็นที่ปรึกษาทางการเงินขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างขั้นตอนการขออนุญาตสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงานก.ล.ต.) เพื่อขอเสนอขาย“หุ้นกู้มีผู้ค้ำประกัน ชนิดทยอยชำระคืนเงินต้นของบริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 1/2557 ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2562” โดยเป็นหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ชนิดทยอยชำระคืนเงินต้น มีผู้ค้ำประกัน ได้แก่ บริษัท โซล่า เพาเวอร์ จำกัด(“SPC”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ อายุหุ้นกู้คาดว่าอายุไม่เกิน 5 ปี 1 เดือน โดยจะชำระดอกเบี้ยทุกๆ 3 เดือน และจะเริ่มทยอยชำระคืนเงินต้นประมาณกลางปี 2558 ซึ่งทางบริษัทได้ดำเนินการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหุ้นกู้ดังกล่าวต่อสำนักงานก.ล.ต.แล้วเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2557 ที่ผ่านมาและบริษัทอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดอันดับความน่าเชื่อถือขององค์กร และอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้กับบริษัท ทริสเรทติ้ง โดยคาดว่ากระบวนการจัดอันดับความน่าเชื่อถือดังกล่าวจะแล้วเสร็จเร็วๆนี้

ภายหลังจากการออกหุ้นกู้ บริษัทมีเป้าหมายเดินหน้าพัฒนาธุรกิจการพัฒนาโซลาร์ฟาร์มเชิงพาณิชย์และการให้บริการออกแบบทางวิศวกรรมและก่อสร้างโซลาร์ฟาร์มแบบครบวงจร รวมทั้งธุรกิจการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีประสิทธิภาพ ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ณ วันที่ 25 เมษายน 2557 บริษัทได้ทำการพัฒนาโซลาร์ฟาร์มของบริษัทในเครือแล้วเสร็จและสามารถจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รวมทั้งสิ้น 30 โครงการ โดยมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 205 เมกะวัตต์ และโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จโดยอยู่ระหว่างการเชื่อมโยงระบบกับ กฟภ. เพื่อเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์อีก 6 โครงการ ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายในไตรมาสที่ 2 ของปี2557 จะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้นมากกว่า 260 เมกะวัตต์

สำหรับปี 2556 ที่ผ่านมา บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวม 2,505 ล้านบาท กำไรจากการดำเนินงานจำนวน 1,295 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 644 ล้านบาทหรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.763 บาท และ ณ วันที่ 31 ธันวาคม2556 บริษัทและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 22,501 ล้านบาท หนี้สินรวม18,988 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 3,513 ล้านบาท

http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9570000047752
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #33 เมื่อ: พฤษภาคม 02, 2014, 07:21:52 pm »

SPCG แจ้งจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์โครงการโซลาร์ฟาร์ม `สุรินทร์ 3`

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -30 เม.ย. 57 8:46: น.

บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) (SPCG) ในฐานะผู้พัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มภายใต้บริษัทย่อยรวม 36 โครงการ แจ้งความคืบหน้าในการพัฒนาโครงการว่า บริษัทจะเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (Commercial Operating Date: COD) จำนวน 1 โครงการ คือ โครงการ บริษัท โซล่า เพาเวอร์ (สุรินทร์ 3) จำกัด กำลังการผลิต 7.46 เมกะวัตต์ วันที่เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ 29 เมษายน 2557

ทั้งนี้ บริษัทฯ จะเริ่มรับรู้รายได้ของโครงการดังกล่าวตั้งแต่วันที่เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เป็นต้นไป เป็นผลให้บริษัทฯ มีโครงการโซล่าฟาร์มที่จำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้ว รวมทั้งสิ้น 31 โครงการ รวมกำลังการผลิต 211.77 เมกะวัตต์ ส่วนโครงการที่เหลืออีก 5 โครงการนั้น อยู่ระหว่างรอที่จะเริ่มเชื่อมโยงไฟฟ้าเข้าสู่ระบบจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ซึ่งบริษัทจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบตามลำดับต่อไป


เรียบเรียง โดย อิทธิพล พันธ์ธรรม อีเมล์. reporter@efinancethai.com
อนุมัติ โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #34 เมื่อ: พฤษภาคม 02, 2014, 07:22:40 pm »

ทริสเรทติ้ง จัดอันดับเครดิตองค์กร "SPCG" ที่ "BBB+" และอันดับเครดิตหุ้นกู้ฯ "BBB" แนวโน้ม "Stable"

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -2 พ.ค. 57 13:57 น.

   ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตองค์กรให้แก่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG ที่ระดับ "BBB+" พร้อมทั้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้มีผู้ค้ำประกันทยอยชำระคืนเงินต้นในวงเงินไม่เกิน 4,000 ล้านบาทของบริษัทที่ระดับ "BBB" ด้วยแนวโน้ม "Stable" หรือ "คงที่"   

ทั้งนี้ อันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนถึงกระแสเงินสดที่แน่นอนจากการมีสัญญาขายไฟฟ้าระยะยาว (Power Purchase Agreement -- PPA) กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รวมถึงการมีส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ที่บริษัทได้รับจากการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (Very Small Power Producer -- VSPP) จากพลังงานแสงอาทิตย์ นอกจากนี้ การพิจารณาอันดับเครดิตดังกล่าวยังคำนึงถึงประสบการณ์ในธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของคณะผู้บริหาร รวมถึงเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบ Photovoltaic (PV) ที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว ตลอดจนการเลือกใช้แผงพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Panel) และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) จากผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงด้วย   

อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตดังกล่าวมีข้อจำกัดจากภาระหนี้ของบริษัทที่อยู่ในระดับสูงและประวัติการดำเนินงานโรงไฟฟ้าที่ยังค่อนข้างสั้น ในขณะที่แนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ "คงที่" สะท้อนถึงความคาดหมายว่าโรงไฟฟ้าอีก 5 แห่งที่เหลืออยู่ของบริษัทจะเริ่มดำเนินงานได้ตามแผน และคาดว่าบริษัทจะสามารถสร้าง EBITDA ในระดับ 3,500-3,550 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้หากมีการลงทุนขนาดใหญ่คาดว่าบริษัทจะมีการเพิ่มทุนเพื่อรักษาโครงสร้างเงินทุน ซึ่งหากเป็นไปตามการวิเคราะห์จะทำให้สัดส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทปรับตัวดีขึ้น   

บริษัทก่อตั้งในปี 2539 ในนาม บริษัท โซล่า เพาเวอร์ จำกัด เพื่อพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) แบบทางอ้อม (Reverse Listing) และได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) ในปี 2554 หลังจากนั้นได้ย้ายการซื้อขายหลักทรัพย์จากตลาด MAI ไปยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในปี 2555 โดย ณ เดือนมีนาคม 2557 ครอบครัวกุญชรยาคงเป็นผู้ถือหุ้นหลักในสัดส่วน 54.36%   

ปัจจุบัน บริษัทมีฐานะเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ถือหุ้นในบริษัทย่อยซึ่งเป็นเจ้าของและดำเนินงานโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 36 โครงการ โดยมีกำลังการผลิตตามสัญญารวมทั้งสิ้น 205.92 เมกะวัตต์ ซึ่ง 34 โครงการแรกมีกำลังการผลิตตามสัญญาโครงการละ 5.88 เมกะวัตต์ ส่วน 2 โครงการสุดท้ายโครงการละ 3.00 เมกะวัตต์ ในปี 2556 รายได้ของบริษัท 83.4% มาจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อีก 12.7% มาจากโรงงานผลิตหลังคาเหล็ก ส่วนที่เหลืออีก 3.8% มาจากการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและอื่น ๆ    บริษัทมีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง โดยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด 36 แห่งของบริษัทมีสัญญา PPA กับ กฟภ. และได้รับ Adder ที่อัตรา 8 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงเป็นระยะเวลา 10 ปี โรงไฟฟ้าของบริษัทมีทำเลกระจายอยู่ใน 9 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและจังหวัดลพบุรี ซึ่งจากผลการศึกษาของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานพบว่าพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมีค่าความเข้มรังสีดวงอาทิตย์เฉลี่ยที่ 19-20 เมกะจูลต่อตารางเมตร (ตร.ม.) ต่อวัน (หรือเทียบเท่า 5.28-5.56 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อ ตร.ม. ต่อวัน) ซึ่งสูงกว่าค่าความเข้มรังสีดวงอาทิตย์เฉลี่ยของทั้งประเทศที่ 18 เมกะจูลต่อ ตร.ม. ต่อวัน (หรือเทียบเท่า 5.00 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อ ตร.ม. ต่อวัน)   

โรงไฟฟ้าของบริษัทใช้แผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ทำจากซิลิคอนชนิดหลายผลึก (Multi-crystalline) ซึ่งผลิตโดยบริษัทญี่ปุ่นชื่อ Kyocera ตั้งแต่เริ่มผลิตแผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดนี้ในเชิงพาณิชย์ในปี 2525 Kyocera ได้จำหน่ายแผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดนี้มากกว่า 1.2 กิกะวัตต์ให้แก่โรงไฟฟ้าและครัวเรือน โดยแผงพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมดที่บริษัทใช้ได้รับการรับประกันประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าเป็นระยะเวลา 25 ปีจาก Kyocera นอกจากนี้ โครงการทั้งหมดเลือกใช้เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) ที่ผลิตโดย SMA Solar Technology AG (SMA) โดยมีการรับประกันนาน 20 ปี ซึ่ง SMA จำหน่ายเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้ากว่า 30 กิกะวัตต์ทั่วโลกตั้งแต่ปี 2524   

ณ วันที่ 30 เมษายน 2557 โรงไฟฟ้าของบริษัท 31 แห่งซึ่งมีกำลังการผลิตตามสัญญารวม 176.52 เมกะวัตต์ได้ดำเนินการผลิตไฟฟ้าแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 5 แห่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตไฟฟ้าได้ภายในกลางปี 2557 สำหรับมูลค่าการลงทุนของทั้ง 36 โครงการนี้อยู่ที่ 21,900 ล้านบาท โดยใช้เงินกู้สำหรับการลงทุนประมาณ 16,100 ล้านบาท   

ณ สิ้นปี 2556 บริษัทมีเงินกู้รวม 16,646 ล้านบาท ในขณะที่สัดส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนยังอยู่ในระดับสูงที่ 82.6% เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มต้นของการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดจากภาระหนี้สินในระดับสูงนี้ถูกลดทอนไปบางส่วนจากกระแสเงินสดจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่แน่นอนและคาดการณ์ได้ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มีอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้ที่สูงเนื่องจากได้รับ Adder และมีค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ต่ำ ปัจจุบันอัตราการรับซื้อไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ อัตราค่าพลังงานไฟฟ้าขายส่งตามช่วงเวลาของการใช้ (TOU Rate) รวมกับค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติขายส่งเฉลี่ย (Ft ขายส่งเฉลี่ย) และ Adder โดย ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2557 อัตราค่าไฟฟ้าทั้ง 3 ส่วนรวมกันเท่ากับ 11.6 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง โดยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จะมีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 6-7 ปี   

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2556 บริษัทสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 178.7 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง โดยโรงไฟฟ้ามีประสิทธิภาพเฉลี่ยที่ 78.5% พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จริงนั้นมากกว่าที่คาดการณ์ (ใช้ความน่าจะเป็นที่ 50% สำหรับพลังงานไฟฟ้าที่คาดว่าจะผลิตได้ -- P50) อยู่ 2.6% และหากเทียบกับความน่าจะเป็นที่ 90% -- P90 พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จริงจะมากกว่า 9.6% สำหรับกรณีฐานของทริสเรทติ้งนั้นใช้ความน่าจะเป็นที่ 90% สำหรับพลังงานไฟฟ้าที่คาดว่าจะผลิตได้ (P90) และประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าเฉลี่ยที่ 77.5% ซึ่งคาดว่าบริษัทจะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 335-345 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี และคาดว่าจะสร้างกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่ 3,500-3,550 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2558-2563 ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไปคาดว่า EBITDA จะค่อย ๆ ลดลงเนื่องจากการทยอยหมดอายุของ Adder โดย ณ สิ้นปี 2557 คาดว่าบริษัทจะมีเงินกู้รวมประมาณ 18,000 ล้านบาท และคาดว่าอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนจะปรับตัวดีขึ้นเป็น 60%-65% ภายในปี 2559   

สำหรับอันดับเครดิตระดับ "BBB" ของหุ้นกู้มีผู้ค้ำประกันทยอยชำระคืนเงินต้นนั้นสะท้อนลักษณะการด้อยสิทธิทางโครงสร้าง (Structural Subordination) ของการออกหุ้นกู้ที่ระดับบริษัทโฮลดิ้ง เนื่องจากกระแสเงินสดของบริษัทส่วนใหญ่มาจากเงินปันผลจากการดำเนินงานของบริษัทลูก (Operating Company) ซึ่งจะเป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้ของบริษัทลูกแต่ละแห่ง สำหรับเงินที่ได้รับจากการออกหุ้นกู้ในครั้งนี้บริษัทจะนำไปชำระคืนเงินกู้และนำไปใช้สำหรับการขยายธุรกิจ


เรียบเรียง โดย ชัชชญา อังคุลี อีเมล์. chatchaya@efinancethai.com
อนุมัติ โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #35 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2014, 07:07:16 am »

สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อย (F45-3)
บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)

(หน่วย : พันบาท)
งบการเงินรวม
ไตรมาสที่ 1
สอบทาน
สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม
ปี 2557 2556
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 270,054 95,226
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 0.321 0.17
ต่อหุ้น (บาท)


งบการเงินเฉพาะกิจการ
ไตรมาสที่ 1
สอบทาน
สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม
ปี 2557 2556
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 11,561 (1,342)
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 0.014 (0.002)
ต่อหุ้น (บาท)
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #36 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2014, 07:29:32 am »

บทวิเคราะห์จากหลักทรัพย์ Trinity

https://www.trinityquicktrade.com/Inter/research/SPCG-Thai-20140512.pdf
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #37 เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2014, 10:33:48 pm »

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง : SPCG แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 27.70 บาท

กำไรดีกว่าคาด พร้อมจับมือกับพันธมิตรชั้นดีอย่าง กฟภ.  

ผลประกอบการ 1Q57 : SPCG รายงานกำไรสุทธิ 270 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% QoQ และ 184% YoY ขยายตัวได้แข็งแกร่งจาก กำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเป็น 27 ฟาร์ม (182 MW) จาก 23 ฟาร์ม (152 MW) ใน 4Q56 และ 16 ฟาร์ม (102 MW) ใน 1Q56 โดยผลการดำเนินงานดีกว่าคาดของเราไป 8% เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ควบคุมได้ดีที่เพียง 90 ล้านบาท ต่ำกว่าคาดไป 54 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มได้ประโยชน์จากขนาดที่ชัดเจน และเร็วกว่าที่เราคาดไว้   

แนวโน้มผลประกอบการ 2Q57 : จากการรายงานล่าสุดเมื่อ 7 พ.ค. SPCG มีโซล่าฟาร์มเริ่มขายไฟฟ้าระหว่างไตรมาส 2 อีก 4 โครงการ ทำให้จำนวนฟาร์มรวมใน 2Q57 เพิ่มขึ้นเป็น 31 ฟาร์ม และยังคงเหลืออีก 5 ฟาร์ม (เชื่อมระบบทดสอบแล้ว 2 และอยู่ระหว่างรอเชื่อมต่ออีก 3) ทำให้ทิศทางของผลกำไรจะเพิ่มขึ้น QoQ และ YoY อย่างโดดเด่นต่อไป โดย SPCG คาดว่าจะขายไฟฟ้าครบทั้ง 36 ฟาร์มภายในเดือน มิ.ย. นี้  

คำแนะนำการลงทุน : และในวันเดียวกันนี้ SPCG ได้แจ้งตลาดฯว่า ได้ขายหุ้น 25% ในโซล่าฟาร์ม 4 แห่งสุดท้ายให้กับ PEA ENCOM ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในราคาพาร์ 10 บาท ซึ่งจะส่งผลให้ SPCG จะได้เงินกลับเข้ามา 165 ล้านบาท โดยผู้บริหารเชื่อว่าการได้รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานมาเป็นผู้ร่วมลงทุนนี้ จะช่วยต่อยอดธุรกิจด้านพลังงานทดแทนในระยะยาวได้ ซึ่ง PEA จะเป็นผู้บริหารด้านนโยบายของงานโซล่าฟาร์ม โซล่ารูฟ รวมไปถึง โซล่าชุมชนอีกด้วย เรามีมุมมอง บวก ต่อการดำเนินการนี้   

ในแง่ตัวเลข จะส่งผลกระทบเล็กน้อย เนื่องจากการสูญเสียรายได้ในอนาคตของฟาร์มกลุ่มเล็กๆนี้ออกไป ส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย (Minority Interest) มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 182 ล้านบาทในปี 2557 (สมมติให้เริ่มนับตั้งแต่ 2H57) ซึ่งจะทำให้กำไรสุทธิในส่วนของบริษัทจะลดลง 2% ขณะที่ในแง่ราคาเหมาะสมจะถูกทอนลงเล็กน้อย 0.30 สตางค์ เหลือ 27.70 บาท/ หุ้น เรามองว่าราคาหุ้นยังไม่ได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งนี้ ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันยังคงต่ำว่า Replacement cost ราว 20% ดึงดูดสำหรับพันธมิตรที่ต้องการลงทุนในธุรกิจโซล่าฟาร์ม เราคงคำแนะนำ “ซื้อ”  

ความเสี่ยง : ภัยธรรมชาติ, ความล่าช้าในการ COD อาจทำให้ชำระหนี้การค้ามีปัญหา, หากออกหุ้นกู้ไม่ได้ตามแผนที่ผู้ถือหุ้นอนุมัติ ราคาเหมาะสมจะกลับมาที่ 22.80 บาท/ หุ้น และจ่ายปันผลปี 2557 ยังไม่ได้ จรูญพันธ์ วัฒนวงศ์http://www.maybank-ke.co.th(02) 658-6300


เรียบเรียง โดย อรนุช ภัทรกุล อีเมล์. reporter@efinancethai.com
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #38 เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2014, 10:34:18 pm »

บล.ฟิลลิป : SPCG แนะนำ “ทยอยซื้อ” ราคาพื้นฐานที่ 22.50 บาท

1Q57 กำไรเติบโต 184% y-y และ 36% q-q ที่ 270 ล้านบาท โดยผลการดำเนินงานหนุนจากการจำหน่ายไฟฟ้าโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มอีก 4 โครงการ รวม 29.84 MW ทำให้รายได้จากธุรกิจหลักเติบโต 57% y-y และ 5% q-q ที่ 819 ล้านบาท ประกอบกับบริษัทมีประสิทธิภาพในการทำกำไรดีขึ้นทั้งอัตรากำไรขั้นต้น อัตรากำไรระดับ EBITDA และอัตรากำไรสุทธิ อยู่ที่ 72.85% (1Q56: 65.01%, 4Q56: 69.22%), 77.20% (1Q56: 70.37%, 4Q56: 68.73%) และ 32.97% (1Q56: 18.22%, 4Q56: 25.58%) ตามลำดับ

ความเห็น
บริษัทมีกำไรงวด 1Q57 สูงกว่าที่ทางฝ่ายคาด 20% (คาดไว้ที่ 218 ล้านบาท) จากมีรายได้สูงกว่าคาด ค่าใช้จ่ายการขายและบริหารและภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำกว่าคาด (มีรายได้จากภาษีเงินได้ 10 ล้านบาท) ขณะที่มีอัตรากำไรขั้นต้นใกล้เคียงคาด ทำให้มีอัตรากำไรสุทธิสูงกว่าคาด

ผลการดำเนินงานที่เติบโตหนุนจากการเริ่มจำหน่ายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มอีก 4 โครงการ รวม 29.84 MW ทำให้บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากการจำหน่ายไฟโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยหนุนเสถียรภาพของรายได้ของบริษัทแล้ว ยังช่วยให้บริษัทมีประสิทธิภาพในการทำกำไรดีขึ้นทั้งอัตรากำไรขั้นต้น อัตรากำไรระดับ EBITDA และอัตรากำไรสุทธิด้วย เนื่องจากธุรกิจพลังงานทดแทนเมื่อเริ่มขายไฟแล้วจะมีต้นทุนขายหลักๆเพียงค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายการขายและบริหารหลักเป็นค่าบำรุงรักษาที่มีสัดส่วนต่อยอดขายต่ำกว่าค่าใช้จ่ายในช่วงพัฒนาโครงการ สะท้อนจากสัดส่วนของค่าใช้จ่ายการขายและบริหารต่อยอดขายไตรมาสนี้ที่ลดลงอยู่ที่ 11.05% (1Q56: 15.26%, 4Q56: 5.39%)

แนวโน้มไตรมาส 2 รายได้และกำไรยังคงเติบโตต่อเนื่องจากการจำหน่ายไฟเข้าระบบเพิ่มอีก 9 โครงการ รวม 67.14 MW ทำให้บริษัทขายไฟครบ 36 โครงการ เป็น 249.07 MW

คำแนะนำการลงทุน
แม้การเริ่มจำหน่ายไฟเชิงพาณิชย์จะล่าช้ากว่าคาดการณ์ แต่ทางฝ่ายยังมีมุมมองต่อผลการดำเนินงานและการจำหน่ายไฟเข้าระบบอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับบริษัทจะมีกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นจากการออกหุ้นกู้และภาระดอกเบี้ยที่ลดลง จากราคาพื้นฐานเดิมที่ 22.50 บาท แนะนำ “ทยอยซื้อ”

นักวิเคราะห์อรมงคล ตันติธนาธร
นักวิเคราะห์การลงทุนด้านตลาดทุน 34100โทร 662 635 1700 ต่อ 491
จันทรมณี ทวีวรเกียรติ
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์


เรียบเรียง โดย ชุติมา มุสิกะเจริญ อีเมล์. reporter@efinancethai.com
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #39 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2014, 02:36:36 pm »

SPCG เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมอีก 2 โครงการ อีก 1 โครงการ คือ บริษัท โซล่า เพาเวอร์ (ขอนแก่น 6) คาดเริ่มจำหน่าภายในสิ้น พ.ค.นี้

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -20 พ.ค. 57 13:11 น.

บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) (SPCG) ในฐานะผู้พัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มภายใต้บริษัทย่อยรวม 36 โครงการ รายงานความคืบหน้าในการพัฒนาโครงการว่า บริษัทได้เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ในโครงการโซลาร์ฟาร์มเพิ่มเติมอีกจำนวน 2 โครงการ ดังนี้
1. บริษัท โซล่า เพาเวอร์ (ขอนแก่น 9) จำกัด
2. บริษัท โซล่า เพาเวอร์ (ขอนแก่น 10) จำกัด

ทั้งนี้ จะส่งผลให้บริษัทฯ มีโครงการโซลาร์ฟาร์มที่จำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์และรับรู้รายได้ไปแล้วนั้น รวมทั้งสิ้น 33 โครงการ รวมกำลังการผลิต 226.69 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้กำหนดวันดำเนินการทดสอบระบบไฟฟ้า และตรวจวัดมาตรฐานคุณภาพไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อีก 1 โครงการ คือ บริษัท โซล่า เพาเวอร์ (ขอนแก่น 6) จำกัด ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2557 โดยบริษัทฯ คาดการณ์ว่าจะเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการดังกล่าวได้ภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้

สำหรับโครงการโซลาร์ฟาร์ม 2 โครงการสุดท้ายนั้น บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินการ COD ให้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 ปี 2557 ทั้งนี้ บริษัทฯ จะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป


เรียบเรียง โดย อิทธิพล พันธ์ธรรม อีเมล์. reporter@efinancethai.com
อนุมัติ โดย ดวงสุรีย์ วายุบุตร์
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #40 เมื่อ: มิถุนายน 13, 2014, 07:36:48 pm »

SPCG ผนึก กัลฟ์ฯ รุกขยายธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- จันทร์ที่ 9 มิถุนายน 2557 00:00:43 น.

"สารัชถ์" บิ๊กกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี้ฯ รุกคืบโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ดอดถือหุ้นใน SPCG ตกลงร่วมทุน กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี้ฯ ถือหุ้น 10% มั่นใจเพิ่มโอกาสขยายธุรกิจด้านพลังงานแบบก้าวกระโดดทั้งในและต่างประเทศ ด้าน กัลฟ์ฯ เชื่อมั่นฝีมือผู้บริหาร SPCG นำจุดแข็งด้านการเงินและพาร์ตเนอร์ญี่ปุ่นช่วย SPCG ขยายโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในไทยและญี่ปุ่น

น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) ผู้นำทางด้านการผลิตไฟฟ้าพลังงานจากพลังงานแสงอาทิตย์เชิงพาณิชย์ทั้งในประเทศไทยและประชาคมอาเซียน เปิดเผยว่า บริษัทฯ ลงนามการร่วมทุนกับบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระรายใหญ่โดยการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2557 ของ SPCG ได้มีมติอนุมัติการเพิ่มทุนและการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ แบบมอบอำนาจทั่วไป (General Mandate) โดยจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวน 83,998,952 หุ้น ให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 นั้น ทางคณะกรรมการบริษัทเอสพีซีจี ได้พิจารณาและตกลงจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำหน่ายให้แก่บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ซึ่งไม่เป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันของบริษัทฯ และไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับบริษัทฯ

อย่างไรก็ตาม ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในราคาหุ้นละ 21.93 บาท ซึ่งราคาดังกล่าวเป็นราคาที่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 ของราคาตลาด หมายถึงราคาถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของหุ้นสามัญ ของบริษัทฯ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ย้อนหลัง 15 วันทำการติดต่อกันก่อนวันที่ 6 มิ.ย.ซึ่งเป็นวันแรกที่เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อ GED คือ ระหว่างวันที่ 16 พ.ค.ถึงวันที่ 5 มิ.ย. ซึ่งจะเท่ากับ 24.36 บาทต่อหุ้น

ทั้งนี้ บริษัทเอสพีซีจี มีวัตถุประสงค์นำเงินไปใช้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและเพื่อการขยายโอกาสทางธุรกิจของบริษัทฯ ทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) จากการร่วมทุนในครั้งนี้เอสพีซีจีและกัลฟ์เอ็นเนอร์จีฯ จะได้ร่วมมือกันเพื่อพัฒนาธุรกิจด้านไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อส่งเสริมการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ประเทศชาติและส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด

เพื่อลดสภาวะโลกร้อนทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียน อีกทั้งช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงในอนาคต

น.ส.วันดี กล่าวต่อไปว่า การมีพันธมิตรร่วมทุนอย่างกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี้ฯ ทำให้บริษัทมีโอกาสที่ขยายธุรกิจด้านพลังงานแบบก้าวกระโดดทั้งในและต่างประเทศ โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาที่จะลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ญี่ปุ่น สำหรับเม็ดเงินลงทุนจากการขายหุ้นเพิ่มทุนนั้นจะบันทึกเข้ามาในไตรมาส 3/2557 รวมทั้งบริษัทฯ ยังให้ความสำคัญในการรุกตลาดโซลาร์ รูฟท็อป ที่มีสัญญาณที่ดีในการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น หลังจากมีการปรับเปลี่ยนนโยบาย ยกเว้นการขออนุญาตรง .4 ในโครงการดังกล่าว โดยวางเป้าหมายรายได้จากธุรกิจโซลาร์ รูฟท็อปปีนี้อยู่ที่ 300-500 ล้านบาท

นอกจากนี้ปัญหาวิกฤติพลังงานทำให้เรามีความจำเป็นต้องบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพทั้งก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งแนวโน้มการขยายธุรกิจพลังงานโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ บริษัทฯ มองทั้งตลาดภูมิภาคอาเซียนและญี่ปุ่น ซึ่งกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี้ฯ มีจุดแข็งที่สำคัญทั้งด้านประสบการณ์ธุรกิจไฟฟ้าไอพีพีและเอสพีพี และมีพาร์ตเนอร์ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริษัทผลิตไฟฟ้ารายใหญ่อย่าง เจ เพาเวอร์ ซึ่งสอดรับกับนโยบายที่บริษัทฯ ต้องการรุกธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่น โดยมีแผนจะตัดสินใจเร็วๆ นี้เพื่อเลือกลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 1 ใน 3 โครงการที่มีกำลังผลิต 30 เมกะวัตต์ 50 เมกะวัตต์ และ 100 เมกะวัตต์

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด กล่าวว่า การตัดสินใจเข้าเป็นพันธมิตรร่วมทุนในบริษัทเอสพีซีจี เนื่องจากเชื่อมั่นในตัวผู้บริหารและบริษัทฯ ที่ดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ประสบความสำเร็จด้วยดี และมั่นใจในอนาคตจะเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจพลังงานหมุนเวียนชั้นนำของไทย โดยกัลฟ์ฯ นำจุดแข็งของบริษัทฯ มาช่วยเอสพีซีจีในการจัดหาแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ รวมทั้งมองโอกาสการขยายธุรกิจไฟฟ้า

พลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศต่างๆ ในเอเชียที่หลายประเทศให้การส่งเสริมกันมากขึ้น ทำให้บริษัทฯ มีโอกาสขยายการลงทุนได้อย่างรวดเร็วขึ้น

โดยในปลายปีนี้ กัลฟ์ฯ เตรียมกู้เงิน 7 หมื่นล้านบาทกับสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ อายุเงินกู้ 22 ปี โดยเม็ดเงินดังกล่าวจะนำไปใช้ในการรีไฟแนนซ์หนี้ และชำระค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้า เอสพีพีหลายโครงการในมือ โดยยืนยันว่าการเงินกู้ดังกล่าวไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์รัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่อย่างใด เพราะสถาบันการเงินต่างประเทศให้ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยอยู่

กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี้ ดีเวลลอปเมนท์ เป็นผู้ชนะกินรวบประมูลรับซื้อไฟฟ้าไอพีพีทั้งหมด 5 พันเมกะวัตต์ในรอบที่แล้ว เฉือนชนะบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือเอ็กโก โดยการเสนอราคาค่าไฟที่ต่ำกว่าคู่แข่ง

http://www.ryt9.com/s/bmnd/1915017
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #41 เมื่อ: มิถุนายน 30, 2014, 10:43:45 am »

วันที่ 30 มิถุนายน 2557

เรื่อง แจ้งการจาหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์โครงการโซลาร์ฟาร์มครบ 36 โครงการ
เรียน กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

บริษัท เอสพีซีจี จากัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ในฐานะผู้พัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มภายใต้บริษัทย่อย รวม 36 โครงการ ขอเรียนความคืบหน้าในการพัฒนาโครงการว่า บริษัทได้ทาการพัฒนาโครงการเสร็จสิ้นทั้งหมด 36 โครงการแล้ว และจะเริ่มจาหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ในโครงการโซลาร์ฟาร์ม 2 โครงการสุดท้าย ซึ่งเป็นโครงการที่บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จากัด (“PEA ENCOM”) ได้เข้าร่วมทุนโดยถือหุ้นจานวนร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียน ดังนี้

โครงการ วันจาหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) กาลังผลิต (เมกะวัตต์)
1. บริษัท โซล่า เพาเวอร์ (สุรินทร์ 1) จากัด
27 มิถุนายน 2557
7.46
2. บริษัท โซล่า เพาเวอร์ (สุรินทร์ 2) จากัด
27 มิถุนายน 2557
7.46

ทั้งนี้ ส่งผลให้บริษัทฯ มีโครงการโซลาร์ฟาร์มที่จาหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ครบทั้ง 36 โครงการ รวมกาลังการผลิตประมาณ 250 เมกะวัตต์ ดังนั้น ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ปี 2557 เป็นต้นไป โครงการโซลาร์ฟาร์มของบริษัทจะสามารถรับรู้รายได้ได้เต็มทุกโครงการ โดยที่แต่ละโครงการจะสามารถผลิตและจาหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ประมาณปีละ 10 ล้านหน่วย หรือคิดเป็นรายได้ที่รวมกับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ประมาณปีละ 120 ล้านบาท ต่อโครงการ (ยกเว้นโครงการ 2 แห่งที่จังหวัดลพบุรีที่มีกาลังการผลิตโครงการละ 3.73 เมกะวัตต์)


จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ
ขอแสดงความนับถือ

(นางสาววันดี กุญชรยาคง)
กรรมการผู้จัดการใหญ่
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #42 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2014, 01:25:39 pm »

PCG โดนใจเซียนหุ้น ทำนายงบQ2/57 เติบโต
แถม Valuation ต่ำที่สุดในกลุ่มโรงไฟฟ้า ขนาดใหญ่-ขนาดเล็ก

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 9 กรกฎาคม 2557)------บล.ธนชาต ออกบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG ตามสัญญาณทางเทคนิคพบว่า “ซื้อ”เป้าหมายพื้นฐาน 32.5 บาท ด้วยปัจจัยสนับสนุนจาก

1) ราคาหุ้นปรับลดลงแรงวานนี้เป็นจังหวะ “ซื้อ” เนื่องจากความกังวลต่อการตรวจสอบผลการประมูล IPP รอบก่อน ขนาด 5,000MW ที่กัลฟ์ ชนะประมูล IPP ไปทั้งหมด ไม่ส่งผลกระทบต่อ SPCG ที่แม้ GED (กัลฟ์อิเล็คตริก) ได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบ PP จำนวน 84 ล้านหุ้น หรือ 9.09% ของหุ้น SPCG ทั้งหมดก็ตาม

2) คาดการณ์ผลการดำเนินงาน 2Q14 ขยายตัวทั้ง y-y และ q-q จากกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และจะขยายตัวต่อเนื่องใน 3Q14 เนื่องจากโรงไฟฟ้าทั้ง 36 โรงดำเนินการผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้วตั้งแต่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา 3) เมื่อพิจารณาในเชิง Valuation ปี 2015 จะเห็นว่าซื้อขายที่ระดับ PE 9.16x ต่ำที่สุดในกลุ่มโรงไฟฟ้า ขนาดใหญ่ และขนาดเล็กที่ซื้อขายที่ระดับ PE 11-22x…

ณ เวลา 9.56 น. ราคาหุ้น SPCG อยู่ที่ 26 บาท ราคาไม่มีการเปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 3.11 ล้านบาท


ผู้สื่อข่าว : มินตรา แก้วภูบาล

( ธนัสสรณ์ เปี่ยมสมบูรณ์ เรียบเรียง ;โทร 02-664-4451-2 อีเมล์: reporter@hooninside.com )

ที่มา: หุ้นอินไซด์

วันที่ : 09 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #43 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2014, 03:23:24 pm »

SPCGลง รับข่าวสอบผลประมูลIPP วงในย้ำไม่กระทบพื้นฐาน แนะซื้อ หลังร่วมมือพันธมิตรลุยSolar Rooftopญี่ปุ่น

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 14 กรกฎาคม 2557)------ บล.ธนชาต ออกบทวิเคราะห์ แนะนำซื้อ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) SPCG ราคาปรับลดลงมากเกินไป ประเมินเป้าหมายพื้นฐาน 32.5 บาท ด้วยปัจจัยสนับสนุนจาก

1) ราคาหุ้นปรับลดลงเนื่องจากแรงกดดันจากการตรวจสอบผลประมูล IPP รอบก่อนที่กัลฟ์ ชนะประมูลมากเกินไป แม้กัลฟ์จะถือหุ้น SPCG 9-10% ก็ตาม แต่ไม่มีผลกระทบต่อพื้นฐานของ SPCG

2) เมื่อพิจารณาในเชิง Valuation จะเห็นว่า SPCG ซื้อขายที่ระดับ PE 8.8x ในปี 2015 ต่ำกว่า DEMCO ที่ 12.9x, GUNKUL ที่ 19.5x และ EA ที่ 22x

3) SPCG จะกลับมาจ่ายเงินปันผลได้เร็วๆ นี้ โดยคาดการณ์อัตราผลตอลบแทนจากเงินปันผลปีนี้ที่ 2.1% และจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.0% ในปี 2015 สูงกว่า DEMCO, GUNKUL และ EA ที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 2015 ที่ 1.4-3.5%

และ 4) ล่าสุดประกาศร่วมมือกับ Kyocera ที่เป็นผู้ผลิตแผงโซล่ารายใหญ่ ลงทุน Solar Rooftop ในญี่ปุ่น

ปิดการซื้อขาย ( 10 ก.ค. 57 ) ราคาหุ้น SPCG อยู่ที่ 25 บาท


(สุกัญญา ศิริรวง รายงาน; ธนัสสรณ์ เปี่ยมสมบูรณ์ เรียบเรียง;โทร 02-664-4451-2 อีเมล์: reporter@hooninside.com/ )


ที่มา: หุ้นอินไซด์

วันที่ : 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: SPCG : บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #44 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2014, 12:41:38 pm »

SPCG นำหุ้นพลังงานทดแทน บวกรับแผน PDP ฉบับใหม่ หนุนใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น โบรกฯ แนะลงทุนทั้งกลุ่มเท่าตลาด ชู GUNKUL เป็นTop Pick

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -28 ก.ค. 57 11:14 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว ราคาหุ้นบริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) GUNKUL บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) SPCG และ บริษัทพลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) ทั้งนี้ มีข่าวนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและพลังงานพิจารณาปรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ (PDP) ฉบับใหม่โดยจะมีการขยายกรอบระยะเวลาแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าจากเดิมที่ 15 ปี เป็น 20 ปี (ปี 2558-2578) คาดจะแล้วเสร็จในอีก 3 เดือนข้างหน้า

บทวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส ระบุว่า แผน PDP ฉบับใหม่จะเน้นนโยบายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1) การขยายระยะเวลาความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตจากเดิม 15 ปี เป็น 20 ปี
2) การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยมีนโยบายการประหยัดพลังงานให้มากขึ้น และ
3) การส่งเสริมนโยบายพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เพื่อนำมาใช้ทดแทนน้ำมัน โดยกำหนดเป้าหมายอยู่ที่ 25% ของพลังงานทั้งหมด ทั้งนี้หาก สนพ. ดำเนินการเสร็จ ก็จะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในช่วงเดือน ส.ค. 2557 ก่อนการประกาศแผน PDP ฉบับใหม่เป็นลำดับถัดไป ดังนั้นหากนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่ คาดว่าจะมีบริษัทที่ประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนหลายๆ แห่งที่ได้รับประโยชน์จากการสนใจเข้าร่วมประมูลงาน อาทิ GUNKUL EA SPCG

ทั้งนี้ GUNKUL (FV@ B20) เป็นหุ้น Top Pick ของกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ทั้ง Backlog ปัจจุบันที่มีอยู่ในมือราว 1,200 ล้านบาท รวมถึงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่ครบวงจร อีกทั้งราคาหุ้นปัจจุบันยังมีUpside สูงถึง 21.2%

ณ เวลา 10.58 น. ราคาหุ้น SPCS อยู่ที่ 26.50 บาท เพิ่มขึ้น 1 บาท หรือ 3.92% มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 207.60 ล้านบาท ราคาหุ้น GUNKUL อยู่ที่ 16.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 1.21% มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 43.47 ล้านบาท และราคาหุ้นEA อยู่ที่ 24.30 บาท เพิ่มขึ้น 0.3 บาท หรือ 1.25% มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 320.10 ล้านบาท


เรียบเรียง โดย อิทธิพล พันธ์ธรรม อีเมล์. reporter@efinancethai.com
อนุมัติ โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
บันทึกการเข้า