เว็บบอร์ดหุ้น และการลงทุน

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

SMF - Just Installed!



ผู้เขียน หัวข้อ: TRUE : บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  (อ่าน 18388 ครั้ง)

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
TRUE : บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
« เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2013, 12:56:59 am »

TRUE : บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ชื่อบริษัท    บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ที่อยู่    อาคารทรูทาวเวอร์, 18 ถนนรัชดาภิเษก เขตห้วยขวาง กทม.
เบอร์โทรศัพท์    0-2643-1111
เบอร์โทรสาร    0-2643-1651

นโยบายการจ่ายปันผล:
อย่างน้อยร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิจากงบการเงินเฉพาะของบริษัทฯในแต่ละปี (โดยมีเงื่อนไขเพิ่มเติม)

เว็บไซต์    http://www.truecorp.co.th
กราฟ และข้อมูลหุ้น http://www.ruayhoon.com/stock/TRUE/   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 14, 2013, 11:42:40 am โดย admin »
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: TRUE
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2013, 12:59:03 am »

งบการเงิน Q3 2013

สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อย (F45-3)                     
                บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

                                           (หน่วย : พันบาท)
งบการเงินรวม                                       
                                   ไตรมาสที่ 3               งวด 9 เดือน
                                      สอบทาน                    สอบทาน
       สิ้นสุดวันที่                            30 กันยายน                30 กันยายน
             ปี                             2556         2555         2556         2555
  กำไร (ขาดทุน) สุทธิ              (4,269,436)  (1,843,544)  (8,534,861)  (4,471,083)
  กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                   (0.29)       (0.13)       (0.59)       (0.31)
     ต่อหุ้น (บาท)           


งบการเงินเฉพาะกิจการ                               
                                   ไตรมาสที่ 3               งวด 9 เดือน
                                      สอบทาน                    สอบทาน
       สิ้นสุดวันที่                            30 กันยายน                30 กันยายน
             ปี                             2556         2555         2556         2555
  กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                  527,669      631,924    1,800,191      738,425
  กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                     0.04         0.04         0.12         0.05
     ต่อหุ้น (บาท)
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: TRUE
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2013, 12:59:31 am »

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย (13พ.ย.56) - -
บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (TRUE) รายงาน Q3/56 ขาดทุนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 4.26 พันล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ ขาดทุน 1.84 พันล้านบาท ส่งผลงวด 9 เดือนขาดทุนเพิ่มอยู่ที่ 8.53 พันล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 4.47 พันล้านบาท
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: TRUE : บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2013, 10:50:27 am »

ปั้น "ทรูโกรท" ล้างหนี้ เดิมพันอนาคตกลุ่มทรู
updated: 02 ธ.ค. 2556 เวลา 17:54:02 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม "ทรูโกรท" (ทรูจีไอเอฟ หรือ TRUEGIF) ตัดสินใจฝ่ากระแสม็อบ เตรียมเปิดขายหน่วยลงทุนให้ได้ภายในปีนี้ และคาดว่าจะระดมทุนได้ 60,000-80,000 ล้านบาท (มูลค่าทรัพย์สินที่ประเมินโดยบริษัทกลางอยู่ที่ 70,000 ล้านบาท)

ชื่อก็บอกอยู่แล้ว "ทรูโกรท" ทรัพย์สินที่นำมาเข้ากองทุนจึงย่อมเป็นของกลุ่มทรูล้วน ๆ ประกอบด้วย กรรมสิทธิ์ในเสาโทรคมนาคม 6,000 เสา (ที่ให้บริการ 3G บนคลื่น 2.1 GHz ภายใต้ใบอนุญาตของ กสทช.)

กรรมสิทธิ์ในระบบใยแก้วนำแสงหลัก และอุปกรณ์ระบบสื่อสัญญาณที่เกี่ยวข้อง ความยาว 5,112 กิโลเมตร และบรอดแบนด์ในต่างจังหวัด 1.2 ล้านพอร์ต รวมถึงสิทธิ์ในการรับประโยชน์จากรายได้สุทธิที่เกิดจากการให้เช่าเสาโทร คมนาคม 5,845 เสา และระบบใยแก้วนำแสงและอุปกรณ์ระบบสื่อสัญญาณความยาว 47,250 กิโลเมตร รวมถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวจำนวนหนึ่ง

ในเบื้องต้นกองทุนมีรายได้จากค่าเช่าหรือสิทธิ์ในการรับประโยชน์จากรายได้ จาก "กสท โทรคมนาคม" ผ่านกลุ่มทรูเป็นเวลา 12 ปี รายได้จากค่าเช่าบรอดแบนด์ 4,300 ล้านบาท และค่าเช่าเสาโทรคมนาคม 6,000 เสา (ทยอยสร้างในปี 2557-2558 ทยอยส่งมอบทุกไตรมาส) สัญญาเช่า 10 ปี

ปีนี้จ่ายค่าเช่าให้ล่วงหน้า 1,243 ล้านบาท (ค่าเช่าจะเพิ่มปีละ 1-2%)จากที่แจกแจงข้างต้น รวม ๆ แล้วปี 2557 กองทุนจะมีรายได้ 5,357 ล้านบาท หลังหักค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการต่าง ๆแล้วจะปันผลให้ผู้ถือหน่วยลงทุนปีละไม่ต่ำกว่า 90% โดยจ่ายเป็นรายไตรมาส

งานนี้ 2 แม่ทัพกลุ่มทรู "นพปฏล เดชอุดม" และ "ทรงธรรม เพียรพัฒนาวิทย์"ควง แขนกันมาชี้แจงข้อมูลทั้งหมดในฐานะแม่ทัพการเงิน และ Telecom Asset Manager (ซึ่งต้องรับหน้าที่นำทรัพย์สินที่กลุ่มทรูขายให้กองทุนไปหารายได้เพิ่ม เติม) ชัดเจนว่ากลุ่มทรูมีความตั้งใจที่จะนำเงินที่ได้จากการขาย ทรัพย์สินไปลดหนี้เพื่อทำให้ฐานะทางการเงินของทรูเข้มแข็งขึ้นอย่างมีนัย สำคัญ

มีคำถามและข้อสงสัยไม่ใช่น้อยทั้งต่ออนาคตของกลุ่มทรู และหรือสำหรับ TRUEGIF เอง

- หลังตั้งกองทุนจะเกิดอะไรขึ้นกับทรู

นพ ปฏล : กองทุนนี้เป็นเรื่องสำคัญของทรูในการปรับปรุงโครงสร้างทุนให้เข้มแข็งรองรับ โอกาสในอนาคต การตั้งกองทุนในแง่ทรูเราขายทรัพย์สินเพื่อนำเงินมาลดหนี้ ซึ่งทรัพย์สินของเรามีหลายแบบ หลายธุรกิจ ทั้งมือถือ เพย์ทีวี เคเบิลทีวี ไฮสปีดอินเทอร์เน็ต ซึ่งเทียบกับคู่แข่งในแง่ทุนเราอ่อนแอกว่า แต่เมื่อไรที่ลดหนี้ลงได้นอกจากผู้ถือหุ้นจะได้เพิ่มขึ้นแล้ว เราจะแข่งขันได้ดีขึ้น

- ทรูจะเหลืออะไร

คงต้องบอกว่า เราเป็นโอเปอเรเตอร์ที่ไม่ได้แข่งขันบนเสา (โทรคมนาคม) หรือโครงข่ายไฟเบอร์ออปติก แต่ลูกค้าซื้อบริการเพราะได้รับประโยชน์จากการใช้บริการของเรา

- จะนำเงินที่ได้ไปลดหนี้เท่าไร

นพปฏล : ขึ้นอยู่กับขนาดของกองทุน แต่จะเกินครึ่งของที่ได้มาไปลดหนี้ ขณะที่กลุ่มทรูจะถือกองทุนนี้ไม่น้อยกว่า 18% และไม่เกิน 33%

- โครงข่ายที่โอนไปจะเหลือให้รายอื่นเช่าได้อีกเท่าไร

ทรู จะใช้ 60% ของคาพาซิตี้ที่มี ดังนั้นกองทุนจึงนำเสาโทรคมนาคมอีก 40% ไปขายต่อได้ เสา 1 ต้น อยู่ได้ 4 โอเปอเรเตอร์โดยสันติสุข แต่จริง ๆ มากกว่านั้นก็ยังได้ เช่นเดียวกับไฟเบอร์ออปติกเราเช่าใช้อยู่ 60% อีก 40% นำไปใช้ต่อได้เลย

- มีโอกาสที่คู่แข่งมาใช้โครงข่าย TRUEGIF แค่ไหน

ทรง ธรรม : เมื่อเร็ว ๆ นี้ทั้งเอไอเอสและดีแทคเพิ่งประกาศความร่วมมือในการแชร์ใช้เครือข่ายไวไฟ ร่วมกัน โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่าเพื่อลดต้นทุน ซึ่งก็ไม่ต่างจากประโยชน์ที่ได้จากการเข้ามาใช้โครงข่ายของกองทุนรวมโครง สร้างพื้นฐานโทรคมนาคม

ดังนั้น จึงมีโอกาสทั้งสำหรับเอไอเอสและดีแทคที่จะไปนำเสนอ เพราะการสร้างเสาหรือไฟเบอร์ออปติกเองคำนวณได้ว่าต้นทุนจะเป็นอย่างไร เฉพาะ การลงทุนในระบบ 3G บนคลื่น 2.1 GHz ถ้าต้องการให้ครอบคลุมทั่วประเทศต้องการเสาโทรคมนาคมถึง 3 หมื่นเสาต่อ 1 โอเปอเรเตอร์ถึงจะให้บริการได้ครอบคลุมทุกตำบลในประเทศไทย

ในอนาคต ถ้า กสทช.เปิดประมูลคลื่นใหม่ ๆ ยิ่งสัญญาณแคบ เสายิ่งต้องเยอะ ผู้ประกอบการต้องสร้างเสาสัญญาณมากขึ้นเป็นเงาตามตัว แทนที่จะสร้างกันหมด เสียทรัพยากร ลงทุนซ้ำซ้อน ถามว่าทำไมไม่มารวมกัน

- คู่แข่งก็มาลงทุนในกองทุนได้

นพ ปฏล : การบริหารจัดการกองทุนเป็นไปโดยมืออาชีพที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. คือไทยพาณิชย์ไม่ใช่ทรู ทั้งยังมีคณะกรรมการที่ปรึกษากองทุนในการให้คำปรึกษาและคำแนะนำเกี่ยวกับการ ลงทุนเพิ่มเติมในทรัพย์สินด้วย

ในแง่ผู้ลงทุนอยากให้มั่นใจว่า การจัดตั้งกองทุนไม่เกี่ยวกับเสาของทรูมูฟจึงไม่มีความเสี่ยงจากข้อพิพาทกับ กสทฯ ทั้งได้ประโยชน์จากการเป็นกองทุนโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมรายแรกที่รวม ทรัพย์สินหลักที่เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจโทรคมนาคม ประเทศเราต้องประมูลคลื่น ถามว่าจะเอาเงินจากไหนมาประมูล ก็มาจากการประหยัดต้นทุน กองทุนนี้ไม่ใช่ของเรา เราถือได้ไม่เกิน 1 ใน 3 เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังออกแบบกองทุนโดยป้องกันความเสี่ยงต่าง ๆ โดยทรัพย์สินที่เลือกมามีความเสี่ยงต่ำในแง่ความล้าหลังทางเทคโนโลยี เอาเฉพาะเทคโนโลยีที่มีอายุยืนยาว และมีรายได้แน่นอนจากค่าเช่า มากกว่านั้น ผู้เช่ารายต่อไปที่จะมาเช่ากองทุนนอกเหนือจากทรูก็ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

- ความคล่องตัวในการให้บริการของทรูอาจลดลง

ไม่มีปัญหาเรื่องการให้บริการ อุปกรณ์อะไรที่เกี่ยวกับบริการอยู่กับทรูหมด เราไม่ได้ขาย เพราะความเสี่ยงเรื่องล้าสมัยก็ส่วนหนึ่ง และเพื่อให้ทรูดูแลคุณภาพและสร้างความต่างจากคู่แข่งได้ด้วย ในต่างประเทศก็ได้ การแชร์ใช้โครงข่ายเป็นเรื่องปกติ
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: TRUE : บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2013, 11:58:27 am »

เจาะ TRUE Corporation จัดตั้งกองทุน TRUEGIF

กองทุน TRUEGIF
 
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: TRUE : บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2013, 05:38:29 pm »

TRUE ปลื้มTRUEGIFขายหมด ย้ำจ่ายปันผลสม่ำเสมอ
Source - IQ Biz (Th)

Friday, December 20, 2013 15:25


สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ธ.ค. 56)--นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) กล่าวว่า กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ทรูโกรท หรือ ทรูจีไอเอฟ (TRUEGIF) ประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนตามเป้าหมาย รวมมูลค่า 58,080 ล้านบาท แม้ในสภาวะความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์ในประเทศในปัจจุบัน
การเสนอขาย ทรูจีไอเอฟ (TRUEGIF) ได้รับความสนใจจองซื้อจากผู้จองซื้อทั่วไปและนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งถือเป็นกองทุนที่มีการเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรกแก่ประชาชนทั่วไป (IPO) ที่มีมูลค่าการเสนอขายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปี 56 ทั้งนี้ เนื่องจากจุดเด่นของกองทุนที่เป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมรายแรกของประเทศไทย ให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและมีโอกาสเพิ่มขึ้นจากรายได้ที่เติบโตของกองทุนในอนาคต นอกจากนั้น ผู้ลงทุนประเภทบุคคลธรรมดายังได้รับยกเว้นภาษีเงินปันผลเป็นระยะเวลา 10 ปี
นับเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการโทรคมนาคมไทยที่จะสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกัน ดังที่หลายประเทศทั่วโลกได้ดำเนินการไปแล้ว และยังตอบโจทย์ที่กสทช.ได้ริเริ่มและผลักดันมาโดยตลอด เนื่องจากปัจจุบันการสื่อสารโทรคมนาคมได้กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ในการดำรงชีวิต และอนาคตของอุตสาหกรรมนี้ ยังมีการเติบโตอย่างแน่นอน ดังนั้น ผมจึงมีความเชื่อมั่นว่ากองทุนจะให้ผลตอบแทนการลงทุนอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว และมีแนวโน้มที่ผลตอบแทนจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันและการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมโทรคมนาคม
ด้วยแนวโน้มความต้องการใช้งานสมาร์ทโฟน แทบเล็ต อินเทอร์เน็ต และการสื่อสารรับส่งข้อมูลขององค์กรทางธุรกิจ ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น ทำให้มองเห็นศักยภาพในการเจริญเติบโตของกองทุน TRUEGIF อย่างชัดเจน เพราะกองทุนจะช่วยลดการลงทุนซ้ำซ้อนของผู้ประกอบการ ส่งผลให้ลดภาระการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือการลดต้นทุนการดำเนินการของผู้ประกอบการซึ่งจะสามารถนำไปสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค หรือลดค่าใช้จ่ายในการใช้บริการของผู้บริโภคสิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งการเติบโตและการแข่งขันที่เป็นธรรมของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศไทย
"ความสำเร็จในการตั้งกองทุน TRUEGIF ในครั้งนี้ จะช่วยทำให้กลุ่มทรู ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจทางด้านสื่อสารโทรคมนาคมครบวงจร รวมถึงการให้บริการมือถือ 3G และ 4Gสามารถปรับโครงสร้างทางการเงินให้มีความแข็งแกร่งพร้อมที่จะรองรับการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคงรวมทั้งเปิดรับพันธมิตรร่วมลงทุนทางธุรกิจ (strategic partner)ในลำดับต่อไปเพื่อพลิกโฉมธุรกิจได้อย่างสมบูรณ์ตามแผนการณ์ที่ตั้งไว้"นายศุภชัย กล่าว
นางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บลจ.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า กองทุน TRUEGIF เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่สำคัญอาทิระบบใยแก้วนำแสงและอุปกรณ์สื่อสัญญาณที่เปรียบเสมือนซูเปอร์ไฮเวย์สำหรับการส่งสัญญาณเสียง ภาพ และข้อมูลต่างๆ ด้วยระดับความเร็วของแสง นอกจากนี้ กองทุนยังเป็นเจ้าของระบบใยแก้วนำแสงที่ส่งสัญญาณตรงถึงผู้ใช้ปลายทาง (last mile) ที่ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและสัญญาณเคเบิ้ลทีวีไปยังครัวเรือน เปรียบเสมือนถนนทุกสายในเมืองหลัก
ยิ่งไปกว่านั้น กองทุน TRUEGIF จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เสาโทรคมนาคมรวมประมาณ 12,000 ต้น ทั่วประเทศ ที่สามารถกระจายสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ครอบคลุมฐานประชากรกว่า 97% ทั้งนี้ระบบใยแก้วนำแสง และเสาโทรคมนาคมของกองทุนดังกล่าวมีอายุการใช้งานยาวนานมากกว่า 40-50 ปี จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ TRUEGIF เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอและมีโอกาสเติบโตในระยะยาว

--อินโฟเควสท์ โดย จำเนียร พรทวีทรัพย์/ศศิธร โทร.02-2535000 ต่อ 345 อีเมล์: sasithorn@infoquest.co.th--
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: TRUE : บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: เมษายน 26, 2014, 07:40:28 am »

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง : TRUE แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 12.70 บาท
ค่าใช้จ่ายลดลงทุกบรรทัด   ค่าใช้จ่ายลดลง ขาดทุนลดลงอย่างมีนัยยะ: รายได้จาก Voice เติบโตจากโปรโมชั่นสวนทาง  อุตสาหกรรมที่ลดลง รายได้ Non-voice เติบโตราว 25% YoY ขณะที่รายได้ธุรกิจ Online ทรงตัวจากการขาย 8 บริษัทย่อยออกไป ส่วน TrueVision รายได้ทรงตัวเช่นกัน ทำให้ภาพรวมรายได้ทั้งกลุ่มเราคาดที่ 25,918 ล้านบาท (-3% QoQ, +9% YoY) ส่วนค่าใช้จ่ายล้วนลดลงทั้งสิ้น 1) Regulatory cost คาดที่ 850 ล้านบาท (-10% QoQ, -47% YoY) คิดเป็นเพียง 5% ของรายได้จากการให้บริการ ตามจำนวนลูกค้าคลื่นเก่าที่ลดลง 2) ค่าใช้จ่ายโครงข่าย และค่าใช้จ่ายในการขายคาดลดลง 11% QoQ 3)ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารคาดลดลง 15% QoQ เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งกองทุน และ 4) ดอกเบี้ยจ่ายคาดที่ 1,600 ล้านบาท ลดลง 29% QoQ และ 21% YoY ส่วน EBITDA เหนือ 4,000 ล้านบาทครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาสที่ 4,536 ล้านบาท (+36% QoQ, -4% YoY) เราคาดขาดทุนปกติที่ 2,174 ล้านบาท จากที่ขาดทุน 5,218 ล้านบาท ใน 4Q56 คาดขาดทุนสุทธิที่ 2,424 ล้านบาท  ผลการดำเนินงานไม่รวมค่าเสื่อม 2จี กลับมามีกำไร: เรามีมุมมองเชิงบวกต่อรายได้ธุรกิจ Mobile ที่ไม่ชะลอลงตามทิศทางอุตสาหกรรม ขณะที่ Regulatory cost ลดลงเร็วกว่าคู่แข่งอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 20% เพิ่มขึ้นจาก 13% ใน 4Q56 ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลงทำให้อัตราขาดทุนจากการดำเนินงานดีขึ้นจาก -12% ใน 4Q56 เป็น -2% แต่หากไม่รวมค่าเสื่อมราคา 2 จี ที่ต้องรับรู้ไตรมาสละราว 1,500 ล้านบาท ถึง 3Q57 จะพลิกเป็นกำไรจากการดำเนินงานราว 1,026 ล้านบาท จากที่ขาดทุนจากการดำเนินงาน 1,662 ล้านบาทใน 4Q56 (ไม่รวมค่าเสื่อมราคา 2 จี) แต่ในแง่ขาดทุนสุทธิอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจาก 4Q56 มีการรับรู้กำไรพิเศษจากการขาย IFF แต่การขาดทุนปกติลดลงถึง 58% QoQ   เข้าประมูลคลื่น 1800MHz แต่คลื่น 900MHz อาจจะไม่: การประมูลจะเกิดขึ้นในเดือน ส.ค. ปี 2557 โดยมีราคาเริ่มต้นต่อ Slot (12.5 MHz) ที่ 11,600 ล้านบาท เราประเมินมูลค่าสูงสุดเป็นส่วนเพิ่ม 20% ของราคาตั้งต้นหรือราว 14,000 ล้านบาท เทียบกระแสเงินสดต่อปีของบริษัทอยู่ที่ 7,000 – 9,000 ล้านบาท เงินลงทุนส่วนที่เหลือราว 5,000 – 7,000 ล้านบาท อาจมาจาก 1) ต้องเร่งขายหุ้นให้พันธมิตรทางธุรกิจ 2) ลดสัดส่วนการถือหุ้นใน TRUEIF 3) ขายสินทรัพย์เข้ากองทุนเฟส 2 และ 4) ใช้เงินกู้ส่วนที่ยังใช้วงเงินไม่เต็ม ด้านต้นทุนจะลงบัญชีเป็นค่าตัดจำหน่าย 19 ปี เฉลี่ยปีละ 737 ล้านบาท เท่านั้น (สมมติฐานราคาประมูล 14,000 ลบ.) ขณะที่เสาและอุปกรณ์ลงทุนเพียงเล็กน้อย เนื่องจากคลื่น 1800 MHz เป็นคลื่นเดิมที่ TRUE เคยให้บริการแล้ว และหากชนะการประมูลอาจกลับรายการค่าเสื่อมที่บันทึกไปแล้วเป็นกำไรพิเศษเพิ่มความแข็งแกร่งงบดุลได้เช่นกัน แต่ต้องขึ้นอยู่กับการบันทึกบันชี   คงคำแนะนำ ซื้อ ผลประกอบการจะดีขึ้นรายไตรมาส: ปี 2557 เราคาด TRUE ไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษเหนือความคาดหมายเช่นปี 2556 อีก ขณะที่อัตราลดลงของค่าใช้จ่ายจะเร่งตัวขึ้นรายไตรมาส ส่วนแคมเปญเพิ่มการใช้งานลูกค้า 4จี ของรางวัลมูลค่าราว 36 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.15% ของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารทั้งหมดของเรา เราคาดผลประกอบการปกติขาดทุนลดลงรายไตรมาส แต่อาจมีกำไรพิเศษจากการโอนเสาเข้ากองทุนราว 3,000 ล้านบาท และกำไรจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนเฟส 2 ใน 2H57 และ 4Q57 ไม่มีการรับรู้ค่าเสื่อมราคา 2จี อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการ Turnaround เป็นกำไรปกติครั้งแรก ทำให้เรายังคงคาดว่าส่วนทุนในงบปี 2557 จะไม่ติดลบจนทำให้ TRUE ต้องเข้าแผนฟื้นฟู และการเพิ่มทุนยังไม่มีความจำเป็น ณ ปัจจุบัน เราคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 12.70 บาท ราคาปัจจุบันเทียบเท่า EV/EBITDA ที่เพียง 8 เท่า เทียบ ADVANC 9 เท่า และ DTAC 11 เท่า
ฉัตรชัย จินดารัตน์ http://www.maybank-ke.co.th(02) 658-6300
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: TRUE : บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: มิถุนายน 11, 2014, 12:20:37 pm »

TRUE เพิ่มทุน 10,077.71 ล้านหุ้น ขายผถห.เดิม-China Mobile ราคา 6.45 บ.


ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- จันทร์ที่ 9 มิถุนายน 2557 17:52:27 น.
บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) แจ้งว่า คณะกรรมการบริษัทฯได้มีมติเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2557 เพิ่มทุนจำนวน 10,077,712,886 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้น 10 บาท โดยจัดสรรให้ผู้ถือหุ้นสามัญเดิม จำนวน 5,648,285,818 หุ้น ในอัตราส่วน 2.5725 หุ้นเดิม : 1 หุ้นใหม่ ในราคาจองซื้อ 6.45 บาท/หุ้น กำหนดวันจองซื้อและชำระค่าหุ้นในวันที่ 22-28 ส.ค. 2557 โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ได้รับสิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน (Record date)ในวันที่ 4 ส.ค. 2557 และวันปิดสมุดทะเบียนเพื่อรวบรวมรายชื่อผู้ถือหุ้นในวันที่ 5 ส.ค. 2557 ส่วนวันที่ไม่ได้รับสิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน (XR) 31 ก.ค. 2557

อีกส่วนจัดสรรให้กับบุคคลในวงจำกัด คือ China Mobile International Holdings Limited จำนวน 4,429,427,068 หุ้น ในราคาจองซื้อ 6.45 บาท/หุ้น กำหนดวันจองซื้อและชำระค่าหุ้น ในวันที่ 28-30 ส.ค. 2557

พร้อมกำหนดวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาวาระเรื่องการเพิ่มทุน ในวันที่ 25 ก.ค. 2557 และวันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าร่วมประชุม (Record date) ในวันที่ 3 ก.ค. 2557, วันปิดสมุดทะเบียนเพื่อรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารวมประชุมตามมาตรา 225 ของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ในวันที่ 4 ก.ค. 2557 และวันที่ไม่ได้รับสิทธิเข้าประชุม คือ 30 มิ.ย. 2557

"กลุ่มทรูรู้สึกเป็นเกียรติและขอต้อนรับไชน่าโมบายล์พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่มั่นใจร่วมลงทุนในกลุ่มทรู และพร้อมจะก้าวเดินไปด้วยกันอย่างมั่นคง ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการลงทุนในประเทศไทยของไชน่าโมบายล์อีกด้วย ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มทรู เล็งเห็นศักยภาพและโอกาสที่กลุ่มทรูจะก้าวเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาวเช่นกัน จึงพร้อมเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนการปรับฐานการเงินด้วยการเพิ่มทุนครั้งนี้ โดยเครือซีพียินดีที่จะรับซื้อหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิ และในกรณีที่ผู้ถือหุ้นเดิมรายอื่นๆไม่ใช้สิทธิรับซื้อหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ครบ เครือซีพีก็ยินดีจะพิจารณาสนับสนุนการเพิ่มทุนครั้งนี้ให้สำเร็จตามช่องทางที่จะทำได้ " นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ TRUE กล่าว

นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการและประธานคณะผู้บริหาร TRUE กล่าวว่า ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา กลุ่มทรูมีพัฒนาการและประสบความสำเร็จในธุรกิจหลายๆ ด้าน ทั้งการขยายธุรกิจเคเบิ้ลบรอดแบนด์สู่ทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ด้านคอนเวอร์เจนซ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างสูงให้กับลูกค้าและการรักษาความเป็นผู้นำทั้งตลาดบรอดแบนด์ เคเบิ้ลทีวี และธุรกิจ 3G ไว้ได้อย่างชัดเจน รวมทั้งการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญของธุรกิจโมบายล์ที่ข้ามผ่านยุคสัมปทาน 2G สู่ใบอนุญาต 3G ตลอดจนความชัดเจนของการเป็นผู้นำ 4G LTE รายแรกในไทย และในวันนี้กลุ่มทรูมีความพร้อมในการสร้างความแข็งแกร่งโดยการเลือกไชน่าโมบายล์เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partner) ที่จะช่วยสร้างศักยภาพในการแข่งขัน ตลอดจนการปรับฐานการเงินให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นพร้อมต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

การร่วมลงทุนครั้งนี้จะช่วยลดระดับหนี้โดยรวมของบริษัท และเสริมความแข็งแกร่งให้ทุนของบริษัท อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของกลุ่มทรูที่จะพลิกโฉมเป็นองค์กรที่สร้างกำไร และมีรากฐานที่แข็งแกร่งพร้อมก้าวสู่การแข่งขันระดับภูมิภาค

“ไชน่าโมบายล์เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ชั้นนำของโลก ด้วยฐานลูกค้าที่มากที่สุดในโลกเกือบ 800 ล้านราย และเครือข่ายการสื่อสารเคลื่อนที่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ฮ่องกงและนิวยอร์ค และเมื่อปี 2556 ได้รับการจัดอันดับอยู่ใน FT Global 500 และ Forbes 2,000 บริษัทชั้นนำ และได้รับเลือกเป็น composite stock ของ Dow Jones Sustainability Emerging Market Index รวมทั้งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ในระดับ AA3 โดย Moody’s Investor Service และ AA- โดย Standard & Poor’sเท่ากับอันดับเครดิตของหุ้นกู้ซึ่งออกโดยรัฐบาลจีน ซึ่งการเป็นพันธมิตรร่วมทุนกับไชน่า โมบายล์ ในครั้งนี้ เป็นการขยายการลงทุนในภาคพื้นเอเชียเพื่อรองรับการเปิด AEC แล้ว และยังแสดงถึงความเชื่อมั่นที่ต่างประเทศมีต่อเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศไทยอีกด้วย" นายศุภชัย กล่าว

ด้านนายนพปฎล เดชอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน TRUE กล่าวว่า การเข้ามาของพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ครั้งนี้ เป็นการเสริมความแข็งแกร่งด้านการเงินครั้งสำคัญของกลุ่มทรู โดยไชน่า โมบายล์จะสนับสนุนเงินทุนให้บริษัทผ่านการจัดสรรหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) มูลค่าประมาณ 28,600 ล้านบาท และในขณะเดียวกัน เพื่อให้ผู้ถือหุ้นเดิมได้มีสิทธิในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในก้าวสำคัญของกลุ่มทรูที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในครั้งนี้ บริษัทก็จะดำเนินการเพิ่มทุนอีกประมาณ 36,400 ล้านบาท โดยการจัดสรรหุ้นสามัญใหม่ เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) จำนวน 5,648,285,818 หุ้น โดยให้สิทธิผู้ถือหุ้นปัจจุบัน มีสิทธิจองซื้อหุ้นใหม่ในอัตราส่วน 2.5725 หุ้นสามัญเดิมต่อ1 หุ้นใหม่ (2.5725 : 1) ในราคาหุ้นละ 6.45 บาท ซึ่งเป็นราคาเดียวกันกับราคาที่ไชน่าโมบายล์เข้าซื้อหุ้นในการจัดสรรแบบเฉพาะเจาะจง

ทั้งนี้ แผนการเพิ่มทุนครั้งสำคัญนี้ ต้องได้รับมติเห็นชอบจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 บริษัทมั่นใจว่า การเพิ่มทุนโดยการเสนอขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมและ ไชน่าโมบายล์ มูลค่ารวมกว่า 65,000 ล้านบาทในครั้งนี้จะเป็นการพัฒนาครั้งสำคัญของกลุ่มทรู ซึ่งจะทำให้กลุ่มทรูมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและเสริมศักยภาพในการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง ซึ่งในที่สุดแล้วทั้งผู้ถือหุ้นและลูกค้าของกลุ่มทรู จะเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากแผนการเพิ่มทุนในครั้งนี้อย่างเต็มที่

อินโฟเควสท์ โดย พรเพ็ญ ดวงเฉลิมวงศ์/รัชดา โทร.02-2535000 ต่อ 317 อีเมล์: rachada@infoquest.co.th--
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: TRUE : บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: มิถุนายน 11, 2014, 12:20:59 pm »

กลุ่มทรูเลือกไชน่าโมบายล์ถือหุ้น 18% มูลค่า 2.86 หมื่นล้านบาท
9 มิถุนายน 2557 17:53 น.

กลุ่มทรู ประกาศจับมือพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับ ไชน่าโมบายล์ ร่วมเสริมศักยภาพด้านธุรกิจ และปรับฐานการเงินให้แข็งแกร่ง (Recapitalization) ด้วยการจัดสรรหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement ) มูลค่าประมาณ 28,600 ล้านบาทคิดเป็น 18% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด พร้อมการจัดสรรหุ้นสามัญใหม่เพื่อเสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิม (Rights offering) มูลค่าประมาณ 36,400 ล้านบาท รวมมูลค่าทั้งหมด 65,000 ล้านบาท

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าว ว่า กลุ่มทรูขอต้อนรับไชน่าโมบายล์เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ที่มั่นใจร่วมลงทุนในกลุ่มทรู และพร้อมจะก้าวเดินไปด้วยกันอย่างมั่นคง ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการลงทุนในประเทศไทยของไชน่าโมบายล์ อีกด้วย ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มทรู เล็งเห็นศักยภาพและโอกาสที่กลุ่มทรูจะก้าวเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอุตสาหกรรม โทรคมนาคมควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาวเช่นกัน จึงพร้อมเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนการปรับฐานการเงินด้วยการเพิ่มทุนครั้งนี้ โดยเครือซีพียินดีที่จะรับซื้อหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิ และในกรณีที่ผู้ถือหุ้นเดิมรายอื่นๆไม่ใช้สิทธิรับซื้อหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ครบ เครือซีพีก็ยินดีจะพิจารณาสนับสนุนการเพิ่มทุนครั้งนี้ให้สำเร็จตามช่องทางที่จะทำได้

มร.หลี่ เยว่ หัวหน้าคณะผู้บริหาร บริษัท ไชน่า โมบายล์ จำกัด กล่าวว่า ไชน่าโมบายล์ได้รุกขยายธุรกิจต่างประเทศอย่างต่อเนื่องรวมทั้งการมองหาโอกาสในการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อต่อยอดการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ โดยประเทศไทยถือเป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความใกล้ชิดกับสาธารณะรัฐประชาชนจีน และยังมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างกันในด้านเศรษฐกิจและการค้า มีความคล้ายคลึงทางด้านสังคม วัฒนธรรม ภาษา ตลอดจนบรรยากาศการลงทุนที่เป็นมิตร กลุ่มทรูเป็นพันธมิตรที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความเป็นผู้นำทั้งด้านบรอดแบนด์ เคเบิ้ลทีวี และความเป็นผู้นำด้านธุรกิจโมบายล์ในไทยทั้ง 3G และ 4G แม้ในภาวะการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจโทรคมนาคมในไทย

รวมถึงยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจของกลุ่มทรูด้านคอนเวอร์เจนซ์ที่สามารถสร้างความแตกต่างและสะท้อนวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของกลุ่มทรู ทำให้ไชน่าโมบายล์เล็งเห็นโอกาสการเติบโตในระยะยาวของธุรกิจนี้ ที่จะสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างดี การลงทุนเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้ ไชน่าโมบายล์คาดว่าจะเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่เพิ่มโอกาสเติบโตของธุรกิจและสร้างรายได้ที่แข็งแกร่งในตลาดโลก ในขณะเดียวกัน การลงทุนครั้งนี้จะเพิ่มชื่อเสียงในต่างประเทศ รวมถึงเผยแพร่การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์และนวัตกรรมของบริษัทด้วย

ด้านนายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา กลุ่มทรูมีพัฒนาการและประสบความสำเร็จในธุรกิจหลายๆ ด้าน ทั้งการขยายธุรกิจเคเบิลบรอดแบนด์สู่ทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ด้านคอนเวอร์เจนซ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างสูงให้กับลูกค้าและการรักษาความเป็นผู้นำทั้งตลาดบรอดแบนด์ เคเบิลทีวี และธุรกิจ 3G ไว้ได้อย่างชัดเจน

รวมทั้งการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญของธุรกิจโมบายล์ที่ข้ามผ่านยุคสัมปทาน 2G สู่ใบอนุญาต 3G ตลอดจนความชัดเจนของการเป็นผู้นำ 4G LTE รายแรกในไทย และในวันนี้กลุ่มทรูมีความพร้อมในการสร้างความแข็งแกร่งโดยการเลือกไชน่าโมบายล์เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partner) ที่จะช่วยสร้างศักยภาพในการแข่งขัน ตลอดจนการปรับฐานการเงินให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นพร้อมต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง การร่วมลงทุนครั้งนี้จะช่วยลดระดับหนี้โดยรวมของบริษัท และเสริมความแข็งแกร่งให้ทุนของบริษัท อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของกลุ่มทรูที่จะพลิกโฉมเป็นองค์กรที่สร้างกำไร และมีรากฐานที่แข็งแกร่งพร้อมก้าวสู่การแข่งขันระดับภูมิภาค

ทั้งนี้ไชน่าโมบายล์เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ชั้นนำของโลก ด้วยฐานลูกค้าที่มากที่สุดในโลกเกือบ 800 ล้านราย และเครือข่ายการสื่อสารเคลื่อนที่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ฮ่องกงและนิวยอร์ค และเมื่อปี 2556 ได้รับการจัดอันดับอยู่ใน FT Global 500 และ Forbes 2,000 บริษัทชั้นนำ และได้รับเลือกเป็น composite stock ของ Dow Jones Sustainability Emerging Market Index รวมทั้งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ในระดับ AA3 โดย Moody’s Investor Service และ AA- โดย Standard & Poor’sเท่ากับอันดับเครดิตของหุ้นกู้ซึ่งออกโดยรัฐบาลจีน ซึ่งการเป็นพันธมิตรร่วมทุนกับไชน่า โมบายล์ ในครั้งนี้ เป็นการขยายการลงทุนในภาคพื้นเอเชียเพื่อรองรับการเปิด AEC แล้ว และยังแสดงถึงความเชื่อมั่นที่ต่างประเทศมีต่อเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศไทยอีกด้วย

นายนพปฎล เดชอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การเข้ามาของพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ครั้งนี้ เป็นการเสริมความแข็งแกร่งด้านการเงินครั้งสำคัญของกลุ่มทรู โดยไชน่า โมบายล์จะสนับสนุนเงินทุนให้บริษัทผ่านการจัดสรรหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) มูลค่าประมาณ 28,600 ล้านบาท และในขณะเดียวกัน เพื่อให้ผู้ถือหุ้นเดิมได้มีสิทธิในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในก้าวสำคัญของกลุ่มทรูที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในครั้งนี้ บริษัทก็จะดำเนินการเพิ่มทุนอีกประมาณ 36,400 ล้านบาท โดยการจัดสรรหุ้นสามัญใหม่ เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) จำนวน 5,648,285,818 หุ้น โดยให้สิทธิผู้ถือหุ้นปัจจุบัน มีสิทธิจองซื้อหุ้นใหม่ในอัตราส่วน 2.5725 หุ้นสามัญเดิมต่อ1 หุ้นใหม่ (2.5725 : 1) ในราคาหุ้นละ 6.45 บาท ซึ่งเป็นราคาเดียวกันกับราคาที่ไชน่าโมบายล์เข้าซื้อหุ้นในการจัดสรรแบบเฉพาะเจาะจง

ทั้งนี้แผนการเพิ่มทุนครั้งสำคัญนี้ ต้องได้รับมติเห็นชอบจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 ซึ่งบริษัทมั่นใจว่า การเพิ่มทุนโดยการเสนอขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมและไชน่าโมบายล์ มูลค่ารวมกว่า 65,000 ล้านบาทในครั้งนี้จะเป็นการพัฒนาครั้งสำคัญของกลุ่มทรู ซึ่งจะทำให้กลุ่มทรูมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและเสริมศักยภาพในการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง ซึ่งในที่สุดแล้วทั้งผู้ถือหุ้นและลูกค้าของกลุ่มทรู จะเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากแผนการเพิ่มทุนในครั้งนี้อย่างเต็มที่
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: TRUE : บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: มิถุนายน 11, 2014, 12:21:34 pm »

ทรู เปิดทาง “ไชน่าโมบายส์” ถือหุ้น18% ล้างหนี้ - ควงคู่บุกตลาดภูมิภาค
Tue, 2014-06-10 02:30


หลังจากตกเป็นข่าวพักใหญ่ ในที่สุดค่ายทรูมูฟ ก็ตกลงปลงใจ ประกาศจับมือเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ กับ “บริษัทไชน่าโมบายล์” ด้วยการขายหุ้นเฉพาะเจาะจง (Private Placement) มูลค่า 28,600 ล้านบาท คิดเป็น 18% ชองจำนวนหุ้นทั้งหมด พร้อมกันนี้ยังได้จัดสรร “หุ้นสามัญใหม่” ให้กับผู้ถือหุ้นเดิม มูลค่า 36,400 ล้านบาท

ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น บอกว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มทรู พร้อมเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนการปรับฐานการเงินด้วยการเพิ่มทุนครั้งนี้

โดยเครือซีพียินดีที่จะรับซื้อหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิ และในกรณีที่ผู้ถือหุ้นเดิมรายอื่นๆ ไม่ใช้สิทธิรับซื้อหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ครบ เครือซีพีก็ยินดีจะพิจารณาสนับสนุนการเพิ่มทุนครั้งนี้ให้สำเร็จตามช่องทางที่จะทำได้

ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการและประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น
กล่าว การเลือกไชน่าโมบายล์เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partner) ที่จะช่วยสร้างศักยภาพในการแข่งขัน ตลอดจนการปรับฐานการเงินให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นพร้อมต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และยังช่วยลดระดับหนี้โดยรวมของบริษัท เพิ่มความแข็งแกร่งให้ทุนของบริษัท เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของกลุ่มทรูที่จะพลิกโฉมเป็นองค์กรที่สร้างกำไร รวมถึงการขยายสู่การแข่งขันระดับภูมิภาค เพื่อรองรับกับการเปิด AEC

การเป็นพันธมิตรร่วมทุนกับ “ไชน่าโมบายล์” ในครั้งนี้ เป็นการขยายการลงทุนในภาคพื้นเอเชียเพื่อรองรับการเปิด AEC แล้ว และยังแสดงถึงความเชื่อมั่นที่ต่างประเทศมีต่อเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศไทยอีกด้วย

สำหรับ “ไชน่าโมบายล์” จัดเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือระดับโลก มีฐานลูกค้า 800 ล้านราย โดยเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ฮ่องกงและนิวยอร์ค และยังได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ ซึ่งกลุ่มซีพีเองได้ชื่อว่าเป็นเอกชนของไทยที่มีบทบาทในการลงทุนในจีนอย่างมาก ชื่อของ “ไชน่าโมบายล์” เองก็ติดอยู่ในโผการเจรจาของทรูมาตลอด

ศึก 3 ก๊กมือถือ จาก 3 โกบอลแบรนด์

การที่ค่ายทรู เปิดทางให้ “ไชน่าโมบายล์”เข้ามาถือหุ้น จะทำให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือของไทยทั้ง 3 ราย ล้วนแล้วแต่มีบริษัทสื่อสารโทรคมนาคมข้ามชาติต่างชาติเข้ามาถือหุ้นด้วยกันทั้งสิ้น เอไอเอส มีค่าย “สิงค์เทล” จากสิงคโปร์ ส่วนดีแทคก็มีค่ายเทเลนอร์ จากประเทศนอร์เวย์ เข้ามาซื้อหุ้นและเป็นหลักในการบริหารงาน

ค่ายทรูมูฟนั้น หลังจากที่ผู้ถือหุ้นข้ามชาติ “ออเรนจ์” จากอังกฤษที่เคยเข้ามาถือหุ้นในบริษัทรู โดยเวลานั้นยังใช้ชื่อ “ซีพี ออเรนจ์” ถอนหุ้นออกไป ค่ายทรูเป็นโอปะเรเตอร์มือถือเพียงรายเดียวที่ถือหุ้นโดยบริษัทไทย โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็มีกระแสข่าวว่าทรูเองก็ต้องการให้บริษัทสื่อสารข้ามชาติเข้ามาถือหุ้น เพราะปัญหาจากหนี้สะสมโดยรวม ทำให้ตัวเลขทางการเงินของทรูยังไม่เข้าตานักลงทุนมากนัก

ศุภชัย ก็บอกกับสื่อมวลชนว่า เขาต้องการเปิดทางให้บริษัทสื่อสารข้ามชาติเข้ามาเจรจาเรื่องการถือหุ้นในทรู ส่วน “สเปค” ของผู้ที่จะมาถือหุ้นนั้น นอกจากช่วยเรื่องของเรื่องเงินทุน ยังต้องสนับสนุนยุทธศาสตร์เรื่องของการ “คอนเวอร์เจ้นท์” แล้ว รวมถึงต้องร่วมขยายไปสู่ธุรกิจไปยังภูมิภาคนี้ แต่ตัวเลขต้องได้ไม่เกิน 20-25% เพื่อยังคงรักษาสิทธิในการบริหารงานไว้

จะเห็นได้ว่า การขายหุ้นครั้งนี้ ได้มีการเพิ่มทุนอีก 36,400 ล้านบาท ให้ผู้ถือหุ้นเดิม เพื่อคงสัดส่วนการถือหุ้นไว้ โดยขายในอัตราส่วน 2.5725 หุ้นสามัญเดิมต่อ1 หุ้นใหม่ (2.5725 : 1) ในราคาหุ้นละ 6.45 บาท ซึ่งเป็นราคาเดียวกันกับราคาที่ไชน่าโมบายล์เข้าซื้อหุ้น

ดีลนี้ เมื่อรวมเงินที่จะได้จากการขายหุ้นให้ผู้ถือหุ้นเดิม และไชน่าโมบาลย์ จะทำให้ทรูได้ 65,000 ล้านบาท มาใช้ในการทำธุรกิจ ยกระดับฐานะการเงินดีขึ้น พร้อมกับสู้ศึกมือถือรอบใหม่

เมื่อทรูมีทั้งความพร้อมทั้ง “เสบียงกรัง” และได้โนวฮาวจากหุ้นสว่นระดับโกบอลแบรนด์มาช่วยรบในสนามแข่งขัน ที่ทรู เอง ใช้จังหวะการเปลี่ยนผ่านสู่ 3 จี และ 4 จี พลิกจากเบอร์ 3 ก้าวขึ้นเป็น “เบอร์ 1” หรือ อย่างน้อยก็ต้องเบอร์ 2 ในตลาดมือถือ

เชื่อว่า ดีกรีตลาดโทรศัพท์มือถือนอกจากจะดุเดือดขึ้นแน่ๆ แล้ว รวมถึงความร้อนแรงของประมูลใบอนุญาติใช้คลื่นความถี่ 900 เมกกะเฮิร์ทซ์ และ 1800 เมกกะเฮิร์ทซ์ เพื่อนำมาใช้ในบริการ 3 จี และ 4 จี ที่กำลังจะมีขึ้นในเร็วๆนี้ จะเพิ่มขึ้นแน่นอน
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: TRUE : บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: มิถุนายน 11, 2014, 12:31:10 pm »

TRUE เพิ่มทุนหาแนวร่วม-เตรียมสู้ 4G

TRUE เพิ่มทุนหาแนวร่วม-เตรียมสู้ 4G
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: TRUE : บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: มิถุนายน 13, 2014, 08:53:46 am »

BLS.TRUE: เพิ่มทุน (อีกแล้ว)
วันที่เผยแพร่ : 10/06/2014
 
บทวิเคราะห์โดยสังเขป :
     ประเด็นใหม่
เมื่อวานนี้ TRUE ประกาศเพิ่มทุนจำนวน 10,077.71 ล้านหุ้นหรือคิดเป็นมูลค่า 6.5 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็นการขายหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นเดิม (rights offering: RO) จำนวน 5,648.29 ล้านหุ้นที่อัตราส่วน 2.5725 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ (มูลค่า 3.6 หมื่นล้านบาท) ที่ราคา 6.45 บาทต่อหุ้น และการขายหุ้นให้กับนักลงทุนเฉพาะเจาะจง (private placement: PP)ให้กับไชน่า โมบาย อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้งส์ จำกัด (ไชน่า โมบาย) ที่ราคา 6.45 บาทต่อหุ้น (มูลค่า 2.9 หมื่นล้านบาท) ในกรณีที่ไชน่า โมบายไม่สามารถที่จะลงทุนในหุ้น TRUE ได้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม บริษัทอาจจะพิจารณาหุ้นที่จัดสรรและเตรียมไว้ให้กับไชน่า โมบายทำการขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิมแทน ไชน่า โมบายจะเข้าถือหุ้น TRUE ในสัดส่วน 18% ตามสัดส่วนของการขายหุ้น PP ดังข้างต้น และจากจำนวนเงินที่ได้รับจากการเพิ่มทุนทั้งหมด 6.5 หมื่นล้านบาท จำนวน 5.2 หมื่นล้านบาทจะนำไปชำระคืนภาระหนี้ปัจจุบัน และส่วนที่เหลือจะนำไปขยายธุรกิจในอนาคต การเพิ่มทุนในครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดผลกระทบของจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นคิดเป็น 41%

ภาระหนี้และภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลงอย่างมากหลังเพิ่มทุน
การเพิ่มทุนในครั้งนี้จะช่วยหนุนฐานะทางการเงินของ TRUE ให้แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การปรับอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทให้เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต เราคาดภาระหนี้สินที่จ่ายดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง 55% (จาก 9.5 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นเดือนมี.ค. 2557 เหลือ 4.3 หมื่นล้านบาทภายหลังจากการเพิ่มทุน) และส่วนของผู้ถือหุ้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 8 พันล้านบาท ณ สิ้นเดือนมี.ค. 2557 เป็น 7.3 หมื่นล้านบาท ดังนั้นอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนมีแนวโน้มลดลงจาก 11.9 เท่า ณ สิ้นเดือนมี.ค. 2557 เหลือเพียงแค่ 0.6 เท่า งบดุลของบริษัทจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และแม้ว่าจะใช้สมมติฐานว่าต้นทุนอัตราดอกเบี้ยเท่าเดิมซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 6% แต่ภาระดอกเบี้ยจ่ายในปี 2558 มีแนวโน้มลดลงจาก 3.4 พันล้าน (ซึ่งถ้าเป็นในกรณีที่ไม่มีการเพิ่มทุน) เหลือเพียง 400 ล้านบาท

ผลประโยชน์ร่วมกับไชน่าโมบายน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลย
ผู้บริหารอ้างผลประโยชน์ร่วมในอนาคตที่จะมาจากการที่ให้ไชน่าโมบายเข้ามาถือหุ้น 18% ว่าจะมาจากการจัดซื้อหรือสั่งของร่วมกันของเครื่องโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์โทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานของโทรคมนาคม การทำโรมมิ่งระหว่างประเทศ และการแลกเปลี่ยนคอนเท้นต์และแอพพลิเคชั่น เราคิดว่าผลประโยชน์ร่วมดังกล่าวดูแล้วไม่น่าจะมีนัยสำคัญมากนักต่อ TRUE

ผลกระทบทางลบสุทธิจากการเพิ่มทุนครั้งนี้ต่อมูลค่า DCF
เราประเมินว่าผลกระทบจากจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นอีก 41% (ซึ่งจะสุทธิกับเงินสดที่ได้รับจากการเพิ่มทุน) จะส่งผลให้มูลค่า DCF ของเราปรับลดลง 13% (จาก 7.7 บาท เหลือ 6.7 บาท) เราทำการปรับผลขาดทุนหลักในปี 2557 ลงเหลือ 6.5 พันล้านบาท (ซึ่งคิดเป็นขาดทุนลดลงจากประมาณการก่อนหน้า 20%) และปรับผลขาดทุนหลักในปี 2558 ลดลงเหลือ 2.9 พันล้านบาท (ซึ่งคิดเป็นขาดทุนลดลงจากประมาณการก่อนหน้า 51%) เนื่องจากภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงจากการคืนหนี้

ปัจจัยบวกต่อ TRUE แค่เพียงระยะสั้นเท่านั้น
เรายังคงคำแนะนำ ถือ เราคาดว่าระดับภาระหนี้สินของ TRUE มีแนวโน้มกลับไปเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอีกครั้งภายใน 2 ปีข้างหน้า เนื่องจากเงินลงทุนที่ต้องรองรับช่องทีวีดิจิตัลอีก 2 ช่อง และแผนการที่บริษัทจะเข้าประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิร์ซ และ/หรือคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิร์ซ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 เรายังคงไม่มั่นใจในเป้าหมายของผู้บริหารที่ตั้งเป้าพลิกกลับไปเป็นกำไรหลักในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 หรือภายในปี 2558 เนื่องจากการลดต้นทุนจากการดำเนินงานทำได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการเปิดดำเนินการของช่องทีวีดิจิตัล 2 ช่อง ซึ่งจะนำไปสู่ต้นทุนการดำเนินงานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก
 
คำแนะนำ :
     คำแนะนำพื้นฐาน:  ถือ
เป้าหมายพื้นฐาน:  6.70 บาท
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: TRUE : บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2014, 10:11:20 pm »

Money Talk TRUE

Money Talk TRUE

บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: TRUE : บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2014, 02:52:02 pm »

กรุงเทพธุรกิจ

'ไชน่า โมบายล์' คำตอบสุดท้าย 'Restart' กลุ่มทรูฯ

เกือบ 3 แสนล้าน คือรายได้ที่สะพัดอยู่ในธุรกิจสื่อสาร ขุมทรัพย์มหาศาลที่ผู้แข่งขันสนามนี้ต่างเปิดเกมรุกเต็มที่

ภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ ทันทีที่ "ไชน่า โมบายล์" ชำระค่าหุ้นมูลค่า 28,600 ล้านบาท เพื่อเข้าถือหุ้นใน กลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ถือเป็นการ "ปิดดีล" ครั้งสำคัญของ "ศุภชัย เจียรวนนท์" ซีอีโอ กลุ่มทรูฯ หลังจากที่ต้องพยายามบริหารธุรกิจ ท่ามกลางกองหนี้ "แสนล้าน" มานานเกือบ 20 ปี เพราะเงินค่าหุ้นนี้เมื่อรวมกับเงินเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นรายย่อยแล้ว จะได้รวมกันกว่า 65,000 ล้านบาท และจำนวนนี้ประมาณ 52,000 ล้านบาท จะนำไปจ่ายหนี้ ซึ่งจะทำให้หนี้ของกลุ่มทรูฯลดลงเหลือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท

หนี้สินต่อทุนลดเหลือ 0.6 เท่า จากเดิม 12 เท่า

ความหมายของการมี “ไชน่า โมบายล์” เป็นผู้ถือหุ้นใหม่ของกลุ่มทรูฯรอบนี้ จึงต่างจาก 2 ครั้งที่ผ่านมา ในรอบ 24 ปี และน่าจะทำให้ "เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์" ผู้พ่อ หวังไกลได้มากขึ้นกับการมีที่ยืนแถวหน้าในธุรกิจสื่อสารไม่เพียงในไทย แต่ไกลถึงอาเซียน หลังจากที่บรรลุขั้นแรกที่เจ้าสัวเคยประกาศไว้ว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ต้องมีธุรกิจบริการ ธุรกิจที่เป็นอาหารสมอง อย่างธุรกิจสื่อสาร เพราะนี่คือโลกธุรกิจอีกใบของเครือซีพี หลังจากสร้างอาณาจักรธุรกิจอาหารไปทั่วโลก

และที่สำคัญทำให้ "ศุภชัย" พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า หลังจากมีพันธมิตรแล้ว นับจากนี้กลุ่มทรูฯจะมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น หลังจากที่สถานะการเงินเป็นจุดอ่อนของกลุ่มทรูฯมานาน จนถึงขั้นว่า..ปีหน้าจะสามารถจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้

ความพยายามในการเจรจากับไชน่า โมบายล์ จึงสำคัญอย่างยิ่ง และการตกลงครั้งนี้ถือว่าเป็นดีลที่เรียกได้ว่า Right Time Right Place และ Right Man สำหรับทั้งคู่ แม้ว่าในช่วงโค้งสุดท้ายของการปิดดีล กลุ่มทรูฯต้องลุ้นอย่างหนัก โดยเฉพาะการเจรจาในวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ประกาศยึดอำนาจการปกครองประเทศ ในจังหวะเดียวกับที่คณะผู้บริหารกลุ่มทรูฯ เพิ่งแลนดิ้งลงสนามบินปักกิ่ง เพื่อเจรจาทำสัญญากับไชน่า โมบายล์

ที่ต้องลุ้น ! เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อาจทำให้ดีลล้ม หลังเจรจามานานนับปี เนื่องจากในสถานการณ์การเมืองใหม่ อาจทำให้ไชน่า โมบายล์ เปลี่ยนใจ

ดังนั้นบริบทแรกๆ แห่งการเจรจาใน "โค้งสุดท้าย" แทนที่จะเป็นเรื่องของราคาหุ้นที่ต้องเคาะกัน กลับกลายเป็นทีมผู้บริหารกลุ่มทรูฯ ต้องใช้เวลาอธิบายถึงความหมายของการเข้าปกครองประเทศชั่วคราวของคสช. คือยึดอำนาจมาแล้ว จะคืนให้ตามระบอบประชาธิปไตยในภายหลัง ซึ่งต่างจากภาษาจีน ที่ใช้คำว่า "เปลี่ยนแผ่นดิน" ที่ถือว่ามีความหมายรุนแรงกว่ามาก

ในที่สุดด้วยพลังของเครือซีพี และเป้าหมายที่ไชน่า โมบายล์ อยากบุกธุรกิจในอาเซียนพร้อมกับกลุ่มทรูฯ ทำให้ดีลนี้สำเร็จในที่สุด

กลุ่มทรูฯ ภายใต้อาณาจักรซีพีนั้น อาจไม่เป็นที่รู้จักในอาเซียน แต่สำหรับเครือซีพีแล้ว มีธุรกิจอยู่ในอาเซียนมานาน โดยเฉพาะในเมียนมาร์ ที่เข้าไปลงทุนด้านธุรกิจอาหารมานานกว่า 30 ปี ไชน่า โมบายล์ จึงมองเห็นช่องทางนี้ !!

ขณะที่ไชน่า โมบายล์ คือฐานลูกค้าใหญ่ ที่ "ศุภชัย" กล่าวว่า.. ไชน่า โมบายล์ ที่มีฐานลูกค้าถึง 800 ล้านคน จะทำให้กลุ่มทรูฯ มีโอกาสในการแลกเปลี่ยน หรือนำคอนเทนท์ แอพพลิเคชั่น ไปสู่ตลาดที่ใหญ่นี้ได้ รวมไปถึงโอกาสในการจัดซื้ออุปกรณ์สื่อสาร ทั้งเครือข่าย และเครื่องโทรศัพท์มือถือในราคาที่ถูก เพื่อสร้างความได้เปรียบในการสร้างฐานลูกค้าใหม่ ๆ

แน่นอนว่า ความแข็งแกร่งทางการเงินของไชน่า โมบายล์ จะทำให้กลุ่มทรูฯมั่นใจมากขึ้น เมื่อถึงเวลาการลงทุนครั้งใหญ่อีกครั้งกับการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz. และ 1800 MHz. สำหรับให้บริการโทรศัพท์มือถือระบบ 4G ที่ต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท แม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. จะสั่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือกสทช. ชะลอการดำเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่ ซึ่งรวมถึงการประมูลไปอีก 1 ปี ก็ตาม

เมื่อกลุ่มทรูฯ มีต่างชาติถือหุ้น 18% หากจะเทียบชั้นแล้ว ถือว่า "แข็งแกร่ง" เพียงพอเมื่อเทียบกับคู่แข่ง อย่างบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ที่มีเทเลนอร์ จากนอร์เวย์ ถือหุ้น 42.61% และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ที่มีสิงคโปร์เทเลคอม ถือหุ้น 23.31%

การแข่งขันในสนาม 4G จึงไม่ใช่เรื่องยาก รวมไปถึงการบุกต่างประเทศในภูมิภาคนี้ร่วมกัน

การมองเห็นอนาคตที่สดใสร่วมกันนี้ และด้วยความแน่นอนในเชิงยุทธศาสตร์การลงทุนของ “ไชน่า เทเลคอม” ที่หวังเป็นพันธมิตรระยะยาว ทำให้ "ศุภชัย" มั่นใจว่าไชน่า เทเลคอมจะเป็นพันธมิตรต่างชาติที่ต่างกับบริษัทจากสหรัฐอเมริกา และยุโรป ที่เคยร่วมทุนกับกลุ่มทรูฯ ก่อนหน้านี้

ย้อนหลังไปเมื่อปี 2533 การเข้าสู่ธุรกิจสื่อสารของเครือซีพีนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเจ้าสัวธนินท์ และขุนพลอาณาจักรซีพี ที่แม้จะมากด้วยประสบการณ์ และมีเงินทุนมหาศาล แต่ก็ไม่อาจเรียนรู้เทคโนโลยีสื่อสารได้ชั่วข้ามคืน

หลังจากก่อตั้งทรู คอร์ปอเรชั่น หรือชื่อบริษัทเทเลคอมเอเซียในขณะนั้นได้เพียง 2 ปี เพื่อรับสัมปทานจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ที่แปรรูปเป็นบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐาน 2 ล้านเลขหมาย เมื่อปี 2535 กลุ่มทรูฯมีบริษัท ไนเน็กซ์ เน็ตเวอร์ค ซิสเต็มส์ จากสหรัฐอเมริกา คือคำตอบที่ดีที่สุดในเวลานั้น ด้วยจำนวนหุ้นเพียง 15% ตามสไตล์ของเครือซีพี ที่ต้องการพันธมิตร แต่ต้องการควบคุมการบริหารให้ได้ทั้งหมด

“ไนเน็กซ์” มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับโครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐานอย่างเครือข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง ที่เป็นจุดสตาร์ทของโครงข่ายบริการของทรูฯในปัจจุบัน โดยเฉพาะบริการเคเบิลทีวี “ทรูวิชั่นส์” และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง “ทรูออนไลน์”

จากนั้นไม่นาน “ไนเน็กซ์” ได้ควบรวมกิจการกับ "เบล แอตแลนติก" และเป็น "เวอไรซอน" ในเวลาต่อมา และเริ่มขายหุ้นในกลุ่มทรูฯ ออกตั้งแต่ปี 2546 หลังจากที่ต้องเจอวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่กลุ่มทรูฯ หนี้ท่วมเพราะมีการกู้เงินสกุลต่างประเทศมาลงทุนจำนวน และเป็นขาลงของธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐาน ที่ผู้บริโภคมีทางเลือกที่สะดวกสบายกว่าคือโทรศัพท์มือถือ

กลุ่มทรูฯเข้าสู่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือในปี 2545 ด้วยการร่วมกับ "ออเรนจ์" บริษัทสื่อสารรายใหญ่ของอังกฤษ โดยออเรนจ์ถือหุ้น 41% ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง เพราะมีเจ้าตลาด 2 ราย คือกลุ่มเอไอเอส และดีแทค แต่กลุ่มทรูฯไม่มีทางเลือกแม้ต้องจ่ายต้นทุนที่แพงกว่าคู่แข่งคือค่าคลื่นความถี่ที่ซื้อต่อมาจากดีแทคกว่า 3 พันล้านบาท และเริ่มนับศูนย์ในการสร้างฐานลูกค้าใหม่

การมีออเรนจ์ถือหุ้นถึง 41% ในเวลานั้นถือเป็นบทเรียนราคาแพง เพราะไม่สามารถขยายเครือข่ายให้บริการได้จนเครือข่ายล่มในช่วงเปิดให้บริการ 2-3 ปีแรก กลายเป็นภาพลักษณ์ที่เสียหายสำหรับมือถือกลุ่มทรูฯ อย่างยาวนาน เหตุผลที่ออเรนจ์ไม่ยอมทุ่มเงินขยายเครือข่าย แม้ว่าผู้บริหารกลุ่มทรูฯต้องทุ่มเดินทางไปถึงอังกฤษเพื่อเจรจาให้ลงทุน เพราะช่วงนั้นออเรนจ์มีฐานะการเงินย่ำแย่ จากการแข่งประมูลคลื่นความถี่ 3G ในราคาสูงที่ยุโรปจึงต้องประหยัดต้นทุนในการลงทุนในต่างประเทศให้มากที่สุด และสุดท้ายฟรานซ์ เทเลคอม ได้เข้าซื้อกิจการออเรนจ์

ปัญหาความขัดแย้งรุนแรงจนถึงกลุ่มทรูฯต้องบอกเลิก โดยออเรนจ์ต้องคืนหุ้นทั้งหมดให้กลุ่มทรูฯ โดยได้เงินค่าหุ้นเพียง 1 ปอนด์ หรือความจริงเท่ากับทรูฯได้หุ้นคืนทั้งหมดแบบฟรี ๆ เพราะ 1 ปอนด์นั้น เป็นตัวเลขที่ต้องลงบัญชีเพื่อการซื้อขายไว้เท่านั้น

เส้นทางธุรกิจเกือบ 30 ปี ของกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น กับการเปลี่ยนผ่านผู้บริหารจากยุคบุกเบิก ที่เป็นขุนพลของเครือซีพี ที่เจ้าสัวธนินท์ ไว้วางใจ นำโดย “อาชว์ เตาลานนท์” มาเป็นผู้บริหารรุ่นสองในปัจจุบัน ที่มีทายาทของเจ้าสัว คือ "ศุภชัย เจียรวนนท์" ขับเคลื่อนองค์กรนั้น แต่ละช่วงที่ผ่านไปนั้น ถือว่าไม่ใช่โจทย์ที่ง่าย แม้ว่าจุดเปลี่ยนแต่ละครั้ง จะมีตัวช่วยสำคัญคือพันธมิตรต่างชาติ ก็ตาม

จนเมื่อบทสรุปในช่วง 10 ปี ที่บริษัทสื่อสารไทยเกือบทุกบริษัทมีต่างชาติเข้ามาถือหุ้นทั้งสิ้น แม้ “ศุภชัย” เคยประกาศไว้ว่าจะพยายามยืนหยัดเป็นบริษัทสื่อสารไทย ที่ไทยถือหุ้น 100% ให้ได้

ทว่า 10 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ที่เห็นสำหรับกลุ่มทรูฯ คือ “ความพยายามอยู่ที่ไหน และความพยายามก็ยังคงอยู่นั่น”

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงต้องเกิดขึ้น “ไชน่า โมบายล์” จึงเป็นคำตอบสุดท้าย และดีที่สุดในเวลานี้

++++++++

ต่างชาติกับโอกาส "ซูเปอร์คุ้ม" ในไทย

อุตสาหกรรมสื่อสาร ที่มีต่างชาติถือหุ้นในบริษัทขนาดใหญ่ของไทย 3 บริษัท คือ เอไอเอส ดีแทค และกลุ่มทรูฯ ที่มีมาร์เก็ตแค็ปรวมกันเกือบ "1 ล้านล้านบาท" นั้น มีเหตุผลที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง และผลลัพธ์ที่ได้รับก็ถือเป็น "บทเรียนสำคัญ" สำหรับธุรกิจไทยตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา

ทว่าสำหรับต่างชาติที่เข้ามาลงทุนนั้นสรุปได้ว่า.. "คุ้มค่าอย่างยิ่ง"

เอไอเอส หรือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) มีบริษัทแม่คืออินทัช หรือ บริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีทุนสิงคโปร์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ คือเทมาเส็ก เข้ามาถือหุ้นในอินทัชทั้งทางตรง และทางอ้อม ผ่านบริษัทที่ชื่อว่า กุหลาบแก้ว แอสเพน และซีดาร์โฮลดิ้ง รวมกว่า 90% และสิงคโปร์ เทเลคอม ของเทมาเส็ก ยังถือหุ้นโดยตรงในเอไอเอส กว่า 20%

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญนี้ มาจากเหตุผลทางการเมืองอย่างชัดเจน เมื่อ 23 มกราคม 2549 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นวาระที่สอง ท่ามกลางบรรยากาศผลประโยชน์ทับซ้อน จนต้องขายธุรกิจชินคอร์ปที่ก่อตั้งมากับมือ ให้เทมาเส็ก ด้วยเม็ดเงินที่เทมาเส็กจ่ายรวมกว่า 150,000 ล้านบาท โดยครึ่งหนึ่งประมาณ 73,000 ล้านบาท จ่ายให้กับครอบครัว "ชินวัตร" และ "ดามาพงษ์" และอีกประมาณ 79,000 ซื้อเพิ่มเติมในตลาดหลักทรัพย์ ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท

ชินคอร์ป และเอไอเอส กลายเป็นบริษัทในเครือของเทมาเส็ก ที่ทำกำไรปีหนึ่งหลายหมื่นล้านบาท จึงสามารถจัดสรรเป็นเงินปันผลให้เทมาเส็กส่งกลับเข้าสิงคโปร์ รวมแล้วประมาณ 8 ปี ไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท เป็นเงินกำไรมากกว่าครึ่งจากที่ลงทุนเมื่อปี 2549 แม้ในช่วงหลังเทมาเส็ก เริ่มทยอยขายหุ้น ลดสัดส่วนการถือหุ้นในอินทัชลงเป็นระยะๆ แล้วก็ตาม

เงินปันผลที่ต้องส่งกลับผู้ถือหุ้นนั้นเป็นเรื่องปกติในการลงทุน แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน คือ "ความอิสระ" และ "โอกาส" ในการลงทุนของอินทัชที่ต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง

อินทัช หรือชินคอร์ปนั้น เป็นบริษัทสื่อสารขนาดใหญ่ที่สุดของไทย เคยมีความพยายามไปลงทุนต่างประเทศ ทั้งในอินเดีย พม่า และได้ไปลงทุนในกัมพูชามาแล้ว แม้จะล้มเหลวกลับมา แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์สำคัญ เมื่อสิงคโปร์เข้ามาเป็นเจ้าของ อินทัช และเอไอเอสเหลือทางเลือกเดียวคือ ต้องดำรงสถานะเป็น”ยักษ์ใหญ่ แค่ในบ้าน” เท่านั้น

เห็นชัดเจนเมื่อปีที่แล้ว ที่รัฐบาลพม่าเปิดให้เอกชนต่างชาติเข้าประมูลใบอนุญาตให้บริการโทรศัพท์มือถือ 2 ใบอนุญาต “สิงเทล” คือผู้เข้าร่วมประมูล ไม่ใช่ "เอไอเอส" ไม่ต้องนับว่าชนะประมูลหรือไม่ แม้แต่เข้าแข่งขัน "สิงเทล" ยังไม่ได้ให้โอกาส "เอไอเอส"

บทเรียนจากการประมูลในพม่า ยังตอกย้ำโอกาสของบริษัทไทยที่หมดลง จากการที่ต่างชาติเข้าถือหุ้น อีกกรณีหนึ่ง คือกรณีของ ดีแทค หลังจากครอบครัว "เบญจรงคกุล" ขายหุ้นให้เทเลนอร์จากนอร์เวย์ เมื่อปี 2548 ด้วยเหตุผลหนี้สินพุ่งหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง เทเลนอร์ก็รับปันผลกลับบ้านทุกปีไปแล้วหลายหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเศรษฐกิจไทยชะลอตัว เนื่องจากไม่คุ้มค่าที่จะทุ่มลงทุนพัฒนาเครือข่าย

หากย้อนหลังไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว คือ วันที่ 20 ตุลาคม 2548 จากต้นทุนที่เทคโอเวอร์กิจการประมาณ 10,000 ล้านบาท ในราคาหุ้นละ 53 บาท เทียบกับราคาหุ้น ณ วันที่ 16 กรกฎาคม 2556 เคลื่อนไหวอยู่ที่ 113 บาทนั้น ถือว่า "ซูเปอร์คุ้ม" กับการลงทุนในไทย

ปัจจุบัน “เทเลนอร์” คือ 1 ใน 2 บริษัทสื่อสาร ที่ผู้ชนะประมูลได้ใบอนุญาตให้บริการโทรศัพท์มือถือใน "พม่า" เมื่อปีที่ผ่านมา ขณะที่ดีแทคต้องเผชิญการแข่งขันในไทย และความท้าทายจากเบอร์ 3 ในตลาดอย่างทรูมูฟ ของกลุ่มทรูฯ ที่ล่าสุดมีฐานะการเงินแข็งแกร่งขึ้นจากมีการ "ไชน่า โมบายล์"

ความเปลี่ยนแปลงชั่วข้ามคืนของธุรกิจสื่อสารไทย จึงเป็นบทเรียนที่เป็นเรื่องเล่าได้ยาวนาน และนับเป็น "กรณีศึกษา" ที่ดีสำหรับบริษัทไทยในการเจรจา และการแบ่งสันปันส่วนหุ้นให้ต่างชาติเข้ามา ที่ควรจัดให้เท่าที่จำเป็น

+++++++

“นับจากนี้กลุ่มทรูฯจะมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น หลังจากที่สถานะการเงินเป็นจุดอ่อนของกลุ่มทรูฯ มานาน”

ศุภชัย เจียรวนนท์ CEO บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/bizweek/20140721/593996/%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2-%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B9%8C-%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2-Restart-%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%AF.html

บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 738
    • ดูรายละเอียด
Re: TRUE : บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2014, 12:42:21 pm »

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ก.ค. 57)--

นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) คาดว่า ผลประกอบการของบริษัทในปีนี้มีโอกาสพลิกเป็นกำไร หลังจากบริษัทได้รับเงินจากการเพิ่มทุนเพื่อนำไปชำระหนี้ก้อนใหญ่จำนวน 5.2 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 3/57 โดยในไตรมาส 4/57 เชื่อว่าจะเห็นภาพชัดเจนขึ้น เนื่องจากบริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่มีภาระกว่า 4 พันล้านบาท/ปี ประกอบกับ กล่าวว่า

ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกยังเป็นไปตามเป้าหมาย โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเพิ่มรายได้อีก 5 พันล้านบาท และลดค่าใช้จ่าย 5 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ 3 พันล้านบาท และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับภาครัฐ 2 พันล้านบาท ขณะที่การย้ายลูกค้าโทรศัพท์มือถือทรูมูฟจากระบบ 2G มาเป็นระบบ 3G เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามเป้า และปีนี้บริษัทได้รับค่าเช่าโครงข่ายจากกองทุน TRUEGIF และจะรับรู้รายได้จากการโอนสินทรัพย์เข้ากองทุน TRUEGIF ประมาณ 4 พันล้านบาท

อนึ่ง ที่ประชุมผู้ถือหุ้น TRUE วันนี้มีมติเสียงข้างมากอนุมัติการระดมทุนเพิ่มด้วยการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 10,077,712,886 หุ้น โดยแบ่งการจัดสรรเป็นสองส่วน ส่วนแรกเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering)จำนวน 5,648,285,818 หุ้น ในราคา 6.45 บาท/หุ้น และส่วนที่สอง เสนอขายแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) จำนวน 4,429,427,068 หุ้น ให้แก่ China Mobile International Holdings Limited (China Mobile) ในราคา 6.45 บาท/หุ้นเช่นกัน

นายศุภชัย กล่าวว่า การเพิ่มทุนครั้งนี้จะทำให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิ (Net Debt) ต่อ EBITDA ของ TRUE ลดลงเหลือ 1.3 เท่า จากที่เคยสูงถึง 5 เท่าในไตรมาส 1/57 ขณะที่บริษัทกำหนดนโยบายที่จะรักษาอัตราดังกล่าวไว้ไม่ให้เกิน 2 เท่า โดย TRUE ยังมีหนี้จากการออกหุ้นกู้กว่า 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีต้นทุนการเงินราว 4-5%
อย่างไรก็ตาม นายศุภชัย มั่นใจว่า TRUE จะเข้าสู่ยุคทำกำไรอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 58 หลังจากปรับโครงสร้างการเงินให้แข็งแกร่ง แต่จะสามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้หรือไม่นั้น ยังต้องขอศึกษาให้รอบคอบก่อน เพราะบริษัทยังมีภาระขาดทุนสะสมกว่า 6 หมื่นล้านบาท รวมทั้งต้องพิจารณาสภาพคล่องบริษัทและแผนการนำเงินไปลงทุนเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจในอนาคตด้วย

ส่วนการที่ภาครัฐเลื่อนประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz นั้น นายศุภชัย มองว่า ไม่มีผลกระทบท้นทีแต่มีผลกระทบเชิงยุทธศาตร์ เพราะบริษัทวางแผนจะเข้าประมูลคลื่นความถี่ 1800MHz เพื่อมาใช้รองรับ 4G จากที่บริษัทนำคลื่น 2100 MHz จำนวน 10 MHz มาพัฒนาเพื่อรองรับระบบ 4G ซึ่งจะทำให้ 4G มีโอกาสขยายฐานไปได้อีก หากพัฒนาระบบ 4G จำนวน 20 MHz ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
"เมื่อ 2-3 ปีก่อนหาพันธมิตรไม่ได้ เพราะเรายังไม่มีใบอนุญาต ต่อมาอุตสาหกรรมเปิดเสรี ทำให้ผู้ประกอบการไทยดีขึ้นมา เราก็หลุดมาจนได้ เป็นทางสว่างที่แท้จริง และก้าวเข้าสู่ยุคมีกำไรจริง ไชน่าโมบายไม่เคยลงทุนในอาเซียน เขาลงทุนในไทยเป็นประเทศแรก"นายศุภชัย กล่าว
ทั้งนี้ TRUE และไชน่าโมบายจะร่วมมือในการทำธุรกิจด้วยกัน โดยเริ่มจากความร่วมมือที่จะให้สิทธิพิเศษกับนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเที่ยวในไทย ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณมากขึ้นหลังจากไม่ต้องใช้วีซ่าเข้าไทย และสาเหตุที่เลือกไชน่าโมบายเป็นพันธมิตร เพราะสามารถเสริมความแข็งแกร่งด้านการเงิน และศักยภาพในการผสานความร่วมมือทางธุรกิจต่อกัน
บันทึกการเข้า