เว็บบอร์ดหุ้น และการลงทุน

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

SMF - Just Installed!



หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 04:09:04 pm 
เริ่มโดย PRinter - กระทู้ล่าสุด โดย PRinter
  Texcent Asia บริษัทด้านการชำระเงินซึ่งตั้งอยู่ในสิงคโปร์ ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทได้รับใบอนุญาต ประกอบธุรกิจโอนเงินข้ามประเทศ (Remittance License) จากธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority Singapore - MAS)

          "ใบอนุญาตนี้จะเป็นใบเบิกทางให้ Texcent สามารถเริ่มต้นธุรกิจชำระเงินและโอนเงินทั่วโลกที่รอคอยมานาน โดยมุ่งที่ตลาดเอเชีย แอฟริกา และออสเตรเลีย ก่อนที่จะตามด้วยประเทศในยุโรป รัสเซีย และลาตินอเมริกา" สุเมธา โกเอล ผู้ก่อตั้งและประธาน Texcent กล่าว

          สำหรับแผนการในอนาคตนั้น บริษัทจะเชื่อมโยงเครือข่ายการโอนเงินเข้ากับบริการกระเป๋าเงินบนมือถือแบบไฮบริดที่ชื่อว่า 'Paycent' โดย Paycent เป็นบริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์บนมือถือที่สามารถเติมเงินได้สองรูปแบบ ทั้งสกุลเงินดิจิทัลและสกุลเงินปกติ (Fiat Currency) ภายในแอปพลิเคชั่นเดียวกัน

          Paycent เป็นพันธมิตรกับ MasterCard ในการให้บริการบัตรเดบิตที่จะช่วยให้ผู้ใช้แปลงสินทรัพย์ดิจิทัลไปเป็นสกุลเงินท้องถิ่นได้ในทันที เพื่อใช้หรือถอนจากเครื่องบริการเงินด่วนอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) ทำให้ผู้บริโภคไม่ต้องยุ่งยากวุ่นวายกับการที่จะต้องไปติดต่อธนาคารหรือจุดบริการที่กำหนดเพื่อแปลงสกุลเงินดิจิทัลเป็นสกุลเงินปกติ

          นี่คือโซลูชั่นการชำระเงินโซลูชั่นแรกที่ขจัดทุกอุปสรรคในการแปลงสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมดไปเป็นสกุลเงินปกติ

          "บริการกระเป๋าเงินบนมือถือสำหรับสินทรัพย์ทั่วไปและดิจิทัลนี้มาพร้อมกับบัตรเดบิต และจะรวมฟีเจอร์โอนเงินเข้าไปด้วย เรียกได้ว่าครบ จบในเรื่องเดียวสำหรับตอบโจทย์ทุกความต้องการทางด้านการเงินของผู้บริโภคที่ไม่หยุดอยู่กับที่" คุณสุเมธากล่าว "Paycent จะเริ่มให้บริการบัตรเดบิตแก่ลูกค้าในเดือนมีนาคมปีนี้ ซึ่งจะช่วยเข้ามาแก้ปัญหาเหล่านี้ และทำให้การใช้สกุลเงินทั้งสองรูปแบบกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้บริโภค โดยเราจะออกบัตรไปทั่วโลก"

          เกี่ยวกับ Texcent

          TEXCENT เป็นโซลูชั่นแพลตฟอร์มการชำระเงินทั่วโลก เรามุ่งมั่นทุ่มเทในการนำเสนอแอปพลิเคชั่นมือถือที่ครบวงจรอย่างแท้จริง และมอบประสบการณ์ออนไลน์ที่ยอดเยี่ยมอย่างหาตัวจับยากไปทั่วเอเชียและทั่วโลก เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ https://paycent.com/

          ติดต่อ:

          Texcent
          Helen Laylo
          สื่อสารองค์กร
          โทร: +65-6439-2222
          อีเมล: Helen@texcent.com

 2 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 12:24:28 pm 
เริ่มโดย thansettakij - กระทู้ล่าสุด โดย thansettakij

เผยพยานหลักฐานอินโด มัด “สุภา ปิยะจิตติ” แน่นหนา “นิพิฐ” ลั่น! ขีดเส้นตาย 15 วัน หากไม่พ้นจากสำนวนคดีปาล์มอินโด ยื่นประธานศาลฎีกาลงโทษผิดจริยธรรมร้ายแรงและผิดอาญา ม.157 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะ

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 11.00 น. นายนิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม (ครั้งที่ 16) 2.ขอคัดค้านและขอเปลี่ยนตัว นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบสำนวนต่อ พลตำรวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการป.ป.ช. (ยกเว้นนางสาวสุภา ปิยะจิตติ)


นายนิพิฐ ได้มีหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการป.ป.ช. หลายฉบับ เพื่อคัดค้านเปลี่ยนตัว นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบสำนวน  และขอให้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงและลงโทษผู้กระทำความผิดกับกรรมการ ป.ป.ช. เจ้าหน้าที่ป.ป.ช. และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่ไปเกี่ยวข้องกับนางรสยา เธียรวรรณ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที กรีนเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (PTT GE) ซึ่งมีพฤติการณ์เข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และมอบสินบนให้แก่พยานปากสำคัญ และสอบพยานที่ประเทศอินโดนีเซียบิดเบือนไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในระกว่างวันที่ 7 – 8 สิงหาคม 2560


ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2560 นางสาวสุภา ปิยะจิตติ ได้ลงนามในหนังสือ ที่ ปช 0019/2365 แจ้งนายนิพิฐว่า “ตามหนังสือที่อ้างถึง ท่านขอความเป็นธรรม และขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ในการแสวงหาข้อเท็จจริง และสอบปากคำพยานบุคคล ที่ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 7 – 8 สิงหาคม 2560 โดยมิชอบ ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

“คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาคำชี้แจงของพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการในการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อกรณีที่ท่านร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ ป.ป.ช. และพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานป.ป.ช. รวม 21 ประเด็นแล้วเห็นว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า บุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์กระทำความผิดตามที่ท่านกล่าวหา ฉบับลงวันที่ 8 ธันวาคม 2560 และเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2560 นางสาวสุภา ปิยะจิตติ ได้ลงนามในหนังสือ ที่ ปช 0019/2365 แจ้งนายนิพิฐว่า

“ตามหนังสือที่อ้างถึง 1 และ 2 ท่านขอคัดค้านและขอเปลี่ยนตัวกรรมการ ป.ป.ช. เจ้าหน้าที่บางราย พร้อมทั้งตั้งกรรมการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้อง และขอให้ลงโทษกรรมการ ป.ป.ช. และผู้ที่เกี่ยวข้อง ถ้าพบว่ามีการกระทำความผิด และขอให้หยุดการไต่สวน หยุดการปฎิบัติหน้าที่ ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามที่ข้าพเจ้าขอคัดค้านและขอเปลี่ยนตัวกรรมการ ป.ป.ช. เจ้าหน้าที่บางราย พร้อมทั้งตั้งกรรมการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้อง และขอให้ลงโทษกรรมการ ป.ป.ช. และผู้ที่เกี่ยวข้อง ถ้าพบว่ามีการกระทำความผิดนั้นเป็นเรื่องเดียวกันกับที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เคยวินิจฉัยแล้วว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากรรมการ ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ผู้เกี่ยวข้องมีพฤติการณ์กระทำความผิดตามที่กล่าวหา และได้แจ้งผลพิจารณาให้ท่านทราบ โดยในการร้องขอคัดค้านครั้งนี้ ท่านมิได้แสดงว่ามีพยานหลักฐานใหม่ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่จะทำให้การพิจารณาวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใดที่ประชุมจึงมีมติยกคำร้องขอความเป็นธรรม”


นายนิพิฐจึงได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม (ครั้งที่ 16) ดังกล่าว โดยมีเนื้อหา ดังนี้

1. ผลการสอบสวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือผลพิจารณาคำชี้แจงของพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการในการไต่สวนข้อเท็จจริงฯ ขัดแย้งกับพยานหลักฐานและขัดแย้งกับข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง

2. การกระทำความผิดตามข้อ 1.ของกรรมการ ป.ป.ช. บางท่าน และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. นั้น สืบเนื่องมาจากทำงานตามใบสั่งต้องการกลั่นแกล้งใส่ความข้าพเจ้า อดีตผู้บริหาร ปตท. และบุคคลภายนอกผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร กับพวก

2.1 ในคดีอาญา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คดีหมายเลขดำที่ อท.405/2560 ข้าพเจ้าฟ้อง นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ที่ 1, นางรสยา เธียรวรรณ จำเลยที่ 2 กับพวก รวม 4 คน จำเลยในข้อหาหรือฐานความผิดร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอมและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเป็นกรณีที่ร่วมกันปลอมหนังสือสัญญานายหน้าแล้วนำหนังสือสัญญาดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานเท็จ

ซึ่งเรื่องดังกล่าว เป็นการกระทำความผิดเฉพาะตัว หรือโดยส่วนตัวของนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ที่ 1, นางรสยา เธียรวรรณ จำเลยที่ 2 กับพวก รวม 4 คน ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญา ข้าพเจ้าไม่เคยทำหนังสือร้องเรียนหรือกล่าวโทษกรณีดังกล่าวต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่อย่างใด แต่นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กลับทำหนังสือถึงศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2560 แจ้งว่าเรื่องปลอมเอกสารดังกล่าว มีคดีที่คู่ความกล่าวหาหรือถูกกล่าวหาในเรื่องเดียวกัน อยู่ในระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช. แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เป็นเหตุให้ศาลได้โปรดจำหน่ายคดีออกจากสาระบบความเป็นการชั่วคราว การกระทำดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือนายไพรินทร์ กับพวกไม่ให้ได้รับโทษในเรื่องปลอมเอกสารอย่างชัดเจน เป็นการประวิงเวลาเพื่อช่วยเหลือ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร นางรสยา เธียรวรรณ กับพวกไม่ให้ถูกดำเนินคดีอาญาในศาล

2.2 นางสาวสุภา ปิยะจิตติมีความพยายามที่จะรวบรัดชี้มูลความผิดข้าพเจ้าเพียงผู้เดียวทั้งที่มีการรวมคดีกับกลุ่มของนายไพรินทร์กับพวกแล้ว ซึ่งกว่าจะมีการรวมคดีได้ข้าพเจ้าได้ยื่นคำร้องกล่าวหาพร้อมทั้งนำส่งพยานหลักฐานต่าง ๆ เป็นระยะเวลายาวนานถึง 5 ปี และ

2.3 มีความพยายามที่จะแยกนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ออกมาพิจารณาต่างหากเพื่อที่จะช่วยเหลือกันให้พ้นผิดก่อนพรรคพวกของนายไพรินทร์

3. นางสาวสุภา ปิยะจิตติ มีความโกรธแค้นอาฆาตมาตรร้ายข้าพเจ้าใช้ตำแหน่งอำนาจหน้าที่และใช้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นเครื่องมือ พยายามทำทุกวิถีทางที่จะชี้มูลความผิดข้าพเจ้า อดีตผู้บริหารปตท. และบุคคลภายนอกผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร กับพวกซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ปรากฏหลักฐานใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต สืบเนื่องจากได้ยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาให้ถอดถอน ดำเนินคดีอาญากับนางสาวสุภา ปิยะจิตติ


ในหนังสือร้องขอความเป็นธรรมนั้นมีข้อความตอนท้าย ดังนี้

ข้าพเจ้าขอคณะกรรมการป.ป.ช. (ยกเว้นนางสาวสุภา ปิยะจิตติ) ได้โปรดดำเนินการเป็นการเร่งด่วน ดังต่อไปนี้

1.) ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาและมีมติเปลี่ยนตัว นางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบสำนวน และให้ยุติการสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องปลูกปาล์มประเทศอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะเป็นคดีที่ข้าพเจ้าถูกกล่าวหา และคดีที่ข้าพเจ้ากล่าวหา นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร กับพวกทุกเรื่องโดยทันที

2.) ขอให้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงและลงโทษผู้กระทำความผิดกับกรรมการ ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่ป.ป.ช. และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่ไปเกี่ยวข้องกับนางรสยา เธียรวรรณ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที กรีนเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (PTT GE) ซึ่งมีพฤติการณ์เข้าไป ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และมอบสินบนให้แก่พยานปากสำคัญ โดยขอให้สอบสวนตามหนังสือที่ข้าพเจ้าร้องขอความเป็นธรรมระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม 2561 จนถึงปัจจุบันทุกฉบับ โดยเฉพาะตามประเด็นที่ข้าพเจ้าได้ยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. ในวันที่ 15 สิงหาคม 2560 รับที่ 25083 และ วันที่ 1 กันยายน 2560 รับที่ 27153

3.) ขอให้สอบสวนนางรสยา เธียรวรรณ กรณีไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ส่งมอบถุงสินบนให้กับพยานปากสำคัญและมีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นร่วมคณะเดินทางไปกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ไปสอบพยานที่ประเทศอินโดนีเซีย เป็นการเร่งด่วน เนื่องจากมีการให้ผลประโยชน์พยานปากสำคัญในคดีอาญาก่อนการสอบสวนของ ป.ป.ช. จะเริ่มต้นเพียง 2 วัน อย่างมีนัยสำคัญ

4.) ขอให้เปิดเผยผลการสอบสวนกรณีเรื่องถุงสินบน และการสอบพยานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ประเทศอินโดนีเซีย รวม 21 ประเด็น ตามหนังสือ ที่ ปช 0019/2365 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2560 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เนื่องจากข้าพเจ้ามีความจำเป็นที่จะต้องฟ้องร้องบุคคลที่ให้ข้อมูลบิดเบือนกับข้อเท็จจริง

5.) ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้โปรดชี้แจงกรณีผลการสอบสวนว่าเหตุใดถึงไม่ตรงกับความเป็นจริงเป็นลายลักษณ์อักษร


จึงขอให้ดำเนินการตามข้อ 1 ถึง ข้อ 5 เป็นการเร่งด่วนภายในระยะเวลา 15 วัน  หากท่านเพิกเฉยถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือนางสาวสุภา ปิยะจิตติ ไม่ต้องให้ได้รับโทษ ข้าพเจ้ามีความจำเป็นที่จะต้องยื่นเรื่องต่อประธานศาลฎีกาผ่านประธานรัฐสภาเพื่อถอดถอนและดำเนินคดีอาญากับท่านตามขั้นตอนและกระบวนการตามกฎหมายต่อไป

“หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังปล่อยให้นางสาวสุภา ปิยะจิตติทำหน้าที่ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบสำนวน หรือ ป.ป.ช. ในคดีนี้ต่อไป หรือว่าขืนยังปล่อยให้นำเสนอเรื่องของข้าพเจ้าให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาไม่ว่าจะโดยวาระใดก็ตาม ข้าพเจ้าจะถือว่าท่านเพิกเฉย ให้การช่วยเหลือสนับสนุนนางสาวสุภา ปิยะจิตติ ในการกระทำความผิดและช่วยเหลือไม่ต้องให้ได้รับโทษ และไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ข้าพเจ้า อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และมีความผิดตามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ข้าพเจ้ามีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินคดีกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มีให้การช่วยเหลือสนับสนุนผู้กระทำความผิดโดยจะยื่นเรื่องกรณีฝ่าฝืนต่อจริยธรรมและกระทำความผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 ผ่านทางประธานรัฐสภาเพื่อส่งต่อให้ประธานศาลฎีกาเพื่อลงโทษคณะกรรมการ ป.ป.ช. รวมทั้งจะยื่นขอถอดถอนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อประธานรัฐสภา ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญโดยทันที เว้นแต่ ป.ป.ช. ท่านใดทักท้วงหรือคัดค้านเป็นลายลักษณ์อักษร หรือปรากฏในรายงานการประชุม ถือได้ว่าท่านได้ปฏิเสธการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของนางสาวสุภา ปิยะจิตติแล้ว อันเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยหลักนิติธรรม” หนังสือระบุ


 3 
 เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:51:48 am 
เริ่มโดย thinkly - กระทู้ล่าสุด โดย thinkly
https://youtu.be/BzeWSOM79Xk

 4 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2018, 09:40:45 pm 
เริ่มโดย thansettakij - กระทู้ล่าสุด โดย thansettakij

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 25 พ.ย.2559 นพ.วิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ประธานกรรมการบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFECได้ลงนามคำสั่งเลิกจ้างนางธริณี  วรรทนธีรัช ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชี การเงิน(CFO)และกรรมการบริษัท โดยให้เหตุผลว่า นางธริณี ได้กระทำผิดพลาดอย่างร้ายแรง กระทำการอันไม่สมแก่การปฏิบัตหน้าที่ให้เสร็จลุลวงไปโดยถูกต้องและสุจริต บริษัทฯ จึงไม่อาจไว้วางใจได้ จึงเห็นสมควรให้เลิก และขณะเเดียวกันในวันดังกล่าวได้มีชายชุดดำมาไล่นางธริณีออกจากห้องทำงานทันที


ต่อมาเมื่อวันที่  29 ธ.ค.2559 นางธริณีเป็นโจกท์ยื่อฟ้อง IFEC ต่อศาลแรงงานกลาง คดีหมายแลขดำที่ 4232/2559  เรียกร้องให้จ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายต่าง ๆ ตามกฎหมาย เนื่องจากโจกท์เห็นว่าคำสั่งเลิกจ้างที่ นพ.วิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร IFEC เป็นผู้ลงนามไม่มีความเป็นธรรม


ล่าสุดวันนี้(20 ก.พ.2561) ศาลแรงงานกลางได้มีคำพิพากษาคดีดังกล่าวว่า การที่ IFEC เลิกจ้างนางธริณีอดีต CFO นั้น เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและข้อกล่าวหาทั้งหลาย นพ.วิชัย ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ดังนั้นศาลจึงมีคำสั่งบังคับให้ IFEC ชดใช้ตามที่นางธริณี (โจทก์) ร้องขอมาทุกประการ ดังนี้


1. เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน 6 เดือน + ดอกเบี้ย 15% เนื่องจากอายุงานเกิน 3 ปี
2. เงินค่าบอกกล่าวล่วงหน้า + ดอกเบี้ย 7.5%
3. เงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม + ดอกเบี้ย 7.5%
4. เงินสมทบของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนในจ้าง. + ดอกเบี้ย 7.5%


ทั้งนี้ ค่าดอกเบี้ย นับตั้งแต่วันฟ้อง จนถึงวันชำระเงินให้โจทก์



[/size]

 5 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2018, 05:30:39 pm 
เริ่มโดย keekimaru - กระทู้ล่าสุด โดย keekimaru



โรคตา วิธีแก้ปัญา โดย D-Contact ช่วยให้ตาของกลับสู่สภาวะสมดุล ซึ่งปัจจะบันโรคตาเกิดขึ้นได้หลากหลายสาเหตุ ซึ่งเป็นภัยเงียบที่ค่อยแทรกซึมจนทำให้เราลืมและไม่ได้หาวิธีป้องกันและระมัดระวังไว้ก่อนล่วงหน้า โรคเกี่ยวกับตาก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลาย เช่น จอประสาทตาเสื่อม , โรคต้อกระจก , โรคต้อหิน , เบาหวานขึ้นตา เป็นต้น และปัจจุบันเราก็ใช้สายตาค่อนข้างมากไปกับพวกเทคโนโลยีจอมือถือและคอมพิวเตอร์ต่างๆ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเกี่ยวกับตาในอนาคต

อันตรายจากแสงสีฟ้า เพราะแสงสีฟ้า หรือ Blue Lightเป็นแสงที่ สามารถทะลุทะลวงได้ถึงจอประสาทตา เรียกว่ามีพลังทำลายกระจกตาหรือจอประสาทตาได้มากกว่าแสงสีอื่น ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้ที่ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น เล่นโทรศัพท์ในที่มืด ปิดไฟดูโทรทัศน์ หรือใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้เป็นเวลานานๆ อาจก่อให้เกิดอาการผิดปกติอย่างรุนแรงต่อจอรับภาพ กระจกตา เลนส์ตา
หรือจอประสาทตาได้เลยนะคะ

นอกจากจะเป็นอันตรายต่อดวงตาแล้ว แสงสีฟ้ายังสามารถทะลุผ่านผิวชั้น ทำให้ผิวเสื่อมสภาพ หรือผิวแก่ เกิดริ้วรอยและความหย่อนคล้อยอีกด้วยนะคะ เราสามารถป้องกันการทำลายผิวของแสงสีฟ้าได้ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มี “ลูทีน” (สารสีเหลืองจำพวกแคโรทีนอยด์) เป็นส่วนประกอบ มีอยู่ใน "ดีคอนแทค" (D-Contact) สารนี้จะทำหน้าที่ดูดซับแสงสีฟ้าไม่ให้ผ่านไปทำร้ายเซลล์ผิวได้นั่นเองค่ะ

โรคตา ระวัง!เสี่ยงสูญเสียการมองเห็น

* คนเราเมื่อมีอายุมากขึ้น ส่วนต่างๆของร่างกายเริ่มมีการถดถอยลง
* โดยเฉพาะดวงตาของเรา เมื่อเกิดปัญหาขึ้นผู้สูงอายุมักคิดไปเองว่าไม่เป็นไรแค่แก่แล้ว

จอประสาทตาเสื่อม
* มักเกิดจากความเสื่อมถอยของดวงตา เกิดขึ้นในส่วนกลางที่เป็นจุดรับภาพของตา
* โดยมีอาการมองสิ่งต่างๆแล้วภาพตรงกลางไม่ชัด บิดเบี้ยว

โรคต้อกระจก
* มีสาเหตุมาจากอายุที่เพิ่มขึ้น
* ทำให้เกิดการสะสมของโปรตีนที่เลนส์ตา
* โดยจะมีอาการ ดวงตาขุ่นมัว มองเห็นไม่ชัด

โรคต้อหิน
* เกิดจากมีความดันในลูกตาสูงสามารถส่งผล
* ทำให้ตาบอดได้ อาการ
* หากเป็นจะเริ่มมองเห็นได้ลดลง
* หรืออาจมีอาการปวดตาเล็กน้อย จนไปถึงอาการปวดศรีษะรุนแรง ตาแดง อาเจียนได้

เบาหวานขึ้นตา
* ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคตาแห้ง ต้อกระจก ต้อหิน มากกว่าคนปกติ
* ก่อให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้มากที่สุด
* เลือกทานดีคอนแทคเพื่อฟื้นฟูอาการ

แสบตา คันตา เคืองตาน้ำตาไหล ตาแห้ง ตาไม่สู้แสง  ตาล้า ปวดตา/เบ้าตา ตาแห้ง หากเริ่มมีอาการดังกล่าวสามารถปรึกษาทางเราได้ค่ะ


ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ Facebook :  : https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=176665469619315&id=169511130334749

 6 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2018, 09:57:51 am 
เริ่มโดย thinkly - กระทู้ล่าสุด โดย thinkly
https://youtu.be/IqWSfBgzSQ0

 7 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2018, 08:08:29 am 
เริ่มโดย PRinter - กระทู้ล่าสุด โดย PRinter
บาคมันน์ แอนด์ เวลเซอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อการค้าและสินเชื่อโครงการ จะเปิดตัวกองทุนสนับสนุนโครงการ มูลค่า

2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนมีนาคม 2561 นี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายบุคคล

หลายราย


          (โลโก้: http://mma.prnewswire.com/media/623302/Bachmann_Welser_Capital_Limited_Logo.jpg )

          การเปิดตัวกองทุนจะเกิดขึ้นพร้อมกับการเปิดสำนักงานใหญ่ประจำเอเชียของบาคมันน์ แอนด์ เวลเซอร์ ในฮ่องกง

โดยกองทุนดังกล่าวจะใช้ชื่อว่า B&W Global Project Finance Fund และจะให้การสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการซึ่ง

มุ่งเน้นให้ความรู้เกี่ยวกับประเภทของโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจที่สามารถสร้างความแตกต่างอย่างวัดผลได้ ในแง่ของ

ความสามารถทางการเงินของประชาชน

          บาคมันน์ แอนด์ เวลเซอร์ จะพิจารณาเงินกองทุนสนับสนุนโครงการดังกล่าวให้องค์กร/บริษัททั่วโลก รวมทั้งจะ

ใช้เงินกองทุนเพื่อเพิ่มทุนสนับสนุนแก่โครงการในปัจจุบัน ที่ได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามีประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มคน

ในวงกว้างขึ้น

          คุณเอ็ดเวิร์ด บาคมันน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บาคมันน์ แอนด์ เวลเซอร์ กล่าวว่า:

          "เรายินดีที่จะได้เปิดช่องทางการระดมทุนดังกล่าวให้แก่ธุรกิจ/องค์กรต่าง ๆ ที่สามารถทำตามสัญญาได้จริง เป็น

เรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราสามารถยื่นมือช่วยเหลือลูกค้าด้วยวิธีการดังกล่าว และเราหวังว่าจะเพิ่มขนาดของกองทุนภายในปี

งบการเงินนี้"
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับธุรกิจการปล่อยสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์ข้ามประเทศของบาคมันน์ให้กับ

โครงการต่าง ๆ ในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้ว

          ธุรกิจสินเชื่อระหว่างประเทศของบาคมันน์ แอนด์ เวลเซอร์ มีพนักงานมากกว่า 640 คน และให้บริการลูกค้า

องค์กรหลายพันราย นอกจากนี้ บาคมันน์ แอนด์ เวลเซอร์ ยังดำเนินงานผ่านทางสินเชื่อโครงการในแอฟริกา เอเชีย และ

อเมริกาใต้ โดยปัจจุบัน บาคมันน์ แอนด์ เวลเซอร์ มุ่งเน้นการลงทุนในด้านนวัตกรรมและคุณภาพบริการ

          สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อผู้จัดการสื่อมวลชนสัมพันธ์

          Sarah Atkins, Media Relations Officer, enquiries@bachmannwelser.com , โทร. +44(0)131-357-0361

          ที่มา: Bachmann & Welser Global Group & Subsidiaries

 8 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2018, 10:36:45 am 
เริ่มโดย thinkly - กระทู้ล่าสุด โดย thinkly
https://youtu.be/Uja8Y9Ql0OY

 9 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2018, 03:07:11 pm 
เริ่มโดย thansettakij - กระทู้ล่าสุด โดย thansettakij


… เสียงแว่วมาจากหลักสูตรอัลตร้าเวลธ์รุ่น 4 เมื่อ ‘ผศ.ดร.ปรีชาพร สุวัฒโนดม’ อดีตผู้ช่วยผู้แทนการค้าไทย อ้าง! เคยเจ๊งหุ้นเน่ายับ จนต้องกินมาม่า แต่ไฉนเคยให้สัมภาษณ์ว่า ลงทุนแต่หุ้น ปันผลดี พี/อี ตํ่า ... ว่าก็ว่า เรียนเยอะ ... รักแยะ ... พูดสิบที มีสิบเรื่อง ... คนพูดไปเรื่อย ก็มักเล่าแตกต่างไปแต่ละครั้ง


ไม่แปลกที่คนสู้ชีวิตอย่าง “ปรีชาพร” ข้าราชการไฟแรง ... นักไต่ “เต้า” ที่ “ตามองฟ้า...ฝ่าเท้าเหยียบดิน” จะคว้าศรีภรรยาที่เป็นทายาทตลาดประตูนํ้ามาครอง


ปัจจุบัน “ปรีชาพร สุวัฒโนดม” ยังคงทำงานเป็นข้าราชการไทย สังกัดกรมทางหลวง อย่างนี้ต้องฝากถึงท่านรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม “ท่านอาคม เติมพิทยาไพสิฐ” ว่า ข้าราชการไทยภายใต้การดูแลของท่านเหมาะสมหรือไม่ ที่นิยมเล่นหุ้นขนาดนี้ ... และยังมีเวลาราชการไปอบรมหลักสูตรการลงทุนขั้นเทพ Ultra Wealth อีกหรือไม่? หรืออาชีพข้าราชการเป็นงานไซด์ไลน์ของ “นายปรีชาพร” อีกคนหนึ่ง?

เล่นไปเล่นมา ระวังกระทรวงคมนาคมจะได้ว่าที่ “นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม 2” ... สิบอกให้

สุดท้ายนี้ขอฝากสุภาษิตเตือนใจไว้ว่า ... คนได้เมียรวย คนเป็นข้าของแผ่นดินพึงควรจำไว้เสมอว่า “ตัวเป็นขี้ข้า อย่าให้ผ้าเหม็นสาบ” แปลว่า

แม้ตนจะมีฐานะยากจนหรือลูกจ้างเขา ก็ต้องรักษาความดี ความซื่อสัตย์ รวมทั้งความสะอาดกายด้วย อย่าปล่อยให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อของความชั่วและความโลภ


คอลัมน์  ข่าวห้ามเขียน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,341 วันที่ 18-21 ก.พ. 2561 หน้า 24[/size]

 10 
 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2018, 06:34:16 pm 
เริ่มโดย thansettakij - กระทู้ล่าสุด โดย thansettakij

ผงะ! ผลสอบ IFEC ของกระทรวงพาณิชย์ พบปี 2559 ค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาพุ่ง 161 ล้านบาท ปูด ‘ธันวาคม’ เดือนเดียว ‘บิ๊กไอเฟค’ ควักเงินบริษัทจ่ายกว่า 92 ล้านบาท ขณะที่พบสำรองค่าเสียหายในบัญชีอีกกว่า 1.4 พันล้านบาท ผู้ถือหุ้นรายย่อย จี้ ก.ล.ต. สอบด่วน

ตามที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยของ บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (IFEC) จำนวนไม่น้อยกว่า 5% ยื่นหนังสือถึงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ขอให้ตั้งผู้ตรวจสอบกิจการ IFEC ตามมาตรา 128 ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ใน 2 รอบบัญชี นับตั้งแต่ 1 มกราคม 2559 - วันที่ 31 พฤษภาคม 2560

ผู้ถือหุ้นรายย่อยให้ตรวจสอบ 5 ประเด็น ได้แก่ 1.ตรวจสอบชื่อผู้ลงนามในตั๋วแลกเงินที่ออกให้แก่ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2559 จำนวนเงินกว่า 100 ล้านบาท

ประเด็นที่ 2 ตรวจสอบชื่อผู้ลงนามในสัญญาจำนำหุ้น บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ แคป แมนเนจเม้นท์ จำกัด ที่จำนำไว้กับบริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2559

ประเด็นที่ 3 ตรวจสอบกรณีบริษัทมีการฟ้องร้องคดีต่อศาลกับบุคคลหรือนิติบุคคลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 ถึง 31 พฤษภาคม 2560 ว่ามีจำนวนกี่ราย และการฟ้องร้องคดีดังกล่าวได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการหรือไม่

ประเด็นที่ 4 ตรวจสอบค่าใช้จ่ายตามบัญชีแยกประเภท โดยให้ระบุ ค่าใช้จ่ายรวม ค่ารักษาความปลอดภัย ค่าประชาสัมพันธ์ ค่าที่ปรึกษา และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับสำรองความเสียหายต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 ถึง 31 พฤษภาคม 2560  และประเด็นสุดท้าย ตรวจสอบรายการหนี้สินคงเหลือ ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2560



แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ผลการตรวจสอบกิจการของ IFEC ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ดำเนินการตรวจสอบนั้น ในประเด็นที่ 1-3 IFEC ไม่ได้จัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องใด ๆให้กับคณะผู้ตรวจสอบ โดยอ้างว่า บริษัทขอสงวนสิทธิในการส่งมอบข้อมูล เพื่อป้องกันสิทธิของบริษัทตามกฏหมาย

คณะกรรมการที่ตรวจสอบพบว่า ในรอบปีบัญชี 2559 IFEC นำส่งบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี พร้อมทั้งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายที่ปรึกษา ให้แก่คณะผู้ตรวจสอบกิจการตรวจสอบ ณ ที่ทำการของ IFEC แต่ไม่ได้ส่งมอบสำเนาบัญชี

ผลตรวจสอบในประเด็นที่ 4 ผู้ตรวจสอบพบว่า ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่ารักษาความปลอดภัย ค่าประชาสัมพันธ์ ค่าที่ปรึกษา และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับสำรองความเสียหาย โดยเฉพาะที่ปรึกษาปี 2559 มียอดจ่ายถึง 161 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อตรวจสอบเป็นรายเดือนพบว่า เดือนธันวาคม 2559 เพียงเดือนเดียว IFEC ควักเงินจ่ายค่าที่ปรึกษากว่า 92 ล้านบาท ซึ่งเดือนก่อนหน้าจ่ายค่าที่ปรึกษาเพียงแค่ไม่เกิน 5.6 ล้านบาทเท่านั้น

นอกจากนี้ IFEC ยังมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับสำรองความเสียหายในปี 2559 อีกจำนวน 1,472 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้สงสัยจะสูญ 384 ล้านบาท การด้อยค่าจากเงินลงทุน 938 ล้านบาท และการด้อยค่าจากเงินให้กู้ยืมอีกจำนวน 150 ล้านบาท


ส่วนรอบปี 2560 ในประเด็นนี้ ผู้ตรวจสอบกิจการรายงานว่า บริษัทไม่ได้จัดส่งบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี พร้อมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ ให้กับคณะผู้ตรวจสอบกิจการ ซึ่งนายพิชากร เหมมันต์ ผู้รับมอบอำนาจของบริษัทชี้แจงว่า งบทดลอง บัญชีรายวัน บัญชีแยกประเภท และเอกสารประกอบการลงบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 บริษัทไม่สามารถแสดงและนำส่งข้อมูลให้แก่คณะผู้ตรวจสอบเพื่อทำการตรวจสอบได้

เนื่องจากปัจจุบันบริษัทไม่มีประธานกรรมการทำหน้าที่ต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน มาตรา 81 ทำให้ไม่สามารถเรียกและจัดการประชุมคณะกรรมการบริษัท ตลอดจนประชุมผู้ถือหุ้น รวมถึงการพิจารณาอนุมัติงบการเงินปี 2559 และแต่งตั้งผู้สอบบัญชีปี 2560 ได้

ดังนั้น จึงทำให้บัญชีรายวัน บัญชีแยกประเภท และเอกสารประกอบการลงบัญชีในส่วนของปี 2560 ยังไม่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องจากผู้ตรวจสอบบัญชี

ผู้ถือหุ้นรายย่อย IFEC รายหนึ่ง กล่าวว่า คำถามใหญ่ที่ตามมาจากผู้ถือหุ้นก็คือว่า การที่ผู้บริหาร IFEC ควักเงินจ่ายค่าที่ปรึกษาที่มียอดสูงขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่าเป็นการใช้จ่ายส่อไปในทิศทางที่ไม่สุจริตหรือไม่ และเมื่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการตรวจสอบกิจการ IFEC แล้วผลการตรวจสอบออกมาเป็นเช่นนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ต้องเรียกสอบข้อมูลหรือไม่[/size]

หน้า: [1] 2 3 ... 10